ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย พูดคุยกันอย่างถูกคอระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของอินเดีย: CNBC
จีนเริ่มส่งออกสินค้าให้กับสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 ซึ่งเป็นปีที่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน โดยในช่วงแรก จีนส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหิน เหล็ก ยางพารา และนับตั้งแต่ 1980 เป็นต้นมาความสัมพันธ์ทางการค้าของจีนและสหรัฐฯ ก็แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ การเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ ส่งผลให้สหรัฐฯ กลายเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีน และส่งผลให้จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ
แต่นับตั้งแต่ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ตลอดระยะเวลา 4 ปีของเขา (2017-2021) สิ่งที่ชาวโลกมองเห็นไม่ใช่ศักยภาพในการเป็นผู้นำหรือความรักบ้านเกิดอย่างสุดหัวใจ แต่สิ่งที่สื่อเลือกที่จะนำเสนอต่อสายตาชาวโลกก็คือ “ความไม่ยอมรับจีน” ทรัมป์มองว่าจีนโดดเด่นเกินไปและอาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของอเมริกาเข้าให้สักวัน
สิ่งที่ทรัมป์แสดงออกต่อจีนคือการกีดกันทางการค้า ออกนโยบายไม่เอาจีนแบบชัดเจนมาก สิ่งนี้ทำให้จีนค่อนข้างโมโหต่อการกระทำที่ไม่ถ้อยทีถ้อยอาศัยของทรัมป์ แน่นอนด้วยบุคลิกของเขา ชาวอเมริกันบางส่วนมองว่าอาจจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านเหมือนอย่างในอดีตจนนำไปสู่เหตุการณ์ 911 หรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้สังคมตัดสินไปแล้วจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 46 ผลก็คือ ทรัมป์ไม่ได้ไปต่อ คนที่มากอบกู้ก็คือ โจ ไบเดน
แต่นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนจากยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงอยู่ (บางส่วน) ในยุคของ โจ ไบเดน โดยรัฐบาลไบเดนยังคงดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าบางประการ เช่น ภาษีนำเข้าสินค้าจีน มาตรการควบคุมการถ่ายโอนเทคโนโลยี และมาตรการคว่ำบาตรบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน
ด้วยความที่สหรัฐฯ กับจีนค้าขายกันมานาน ความแข็งแกร่งและอิทธิพลในการจัดหาวัตถุดิบและสินค้าให้กับบริษัทในสหรัฐฯ ของจีนมีสูงมาก และยากที่จะทำลายให้หมดไปได้ในเร็ววัน พูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ สหรัฐฯ เลิกกับจีนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีส่วนที่พึ่งพาศัยอาศัยจีน
แต่ในช่วงปีหลัง ๆ มานี้ดูเหมือนว่าจากผลสำรวจของซีอีโอ หรือ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ จะบอกว่า การสั่งสินค้าจากจีน “ค่อนข้าง” จะมีความเสี่ยงและยุ่งยาก ทั้งในเรื่องกฎหมาย กำแพงภาษี และอาจจะหมายรวมถึงต้นทุนที่ไม่ได้ “ถูก” เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทำให้หลายบริษัทเริ่มมองหาคู่ค้าหน้าใหม่
61% ของผู้จัดการระดับผู้บริหาร 500 คนในสหรัฐฯ ที่สำรวจโดย OnePoll บริษัทวิจัยตลาดในสหราชอาณาจักร บอกว่าพวกเขาจะเลือกอินเดียมากกว่าจีน “หากทั้งสองประเทศสามารถผลิตวัสดุชนิดเดียวกันได้” ในขณะที่ 56% ต้องการให้อินเดียตอบสนองความต้องการด้านห่วงโซ่อุปทานให้ได้เหมือนจีนภายในปี 2025 และคาดหวังว่าในอีก 5 ปีจะสามารถขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทานเหนือประเทศจีน
เรื่องนี้แม้จะเป็นการสำรวจเล็ก ๆ แต่กลับน่าสนใจมากเพราะนี่อาจเป็นสัญญาณ “ลมเปลี่ยนทิศ” จากผู้ถือครองสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากที่สุดในโลก แต่ในตอนนี้อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ม้ามืดที่ในอดีตไม่เคยมีใครมองเห็นอย่างอินเดียเริ่มลับคมเขี้ยวของตัวเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นเสือแห่งเอเชียอีกตัวหนึ่งในไม่ช้านี้ก็เป็นไปได้
ปัจจุบัน จีน และ อินเดีย ซัปพลายสินค้าอะไรให้สหรัฐฯ บ้าง
เริ่มที่จีน ในฐานะพี่ใหญ่และพ่อค้าที่มีความเก๋าเกมอยู่พอสมควร จีนเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่สำคัญ เช่น ราคาที่ลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคและผลกำไรที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทต่าง ๆ แต่ก็นำมาซึ่งสิ่งที่ต้องแลก เช่น แรงงานสหรัฐฯ ต้องตกงานเมื่อบริษัทในสหรัฐฯ ชอบที่จะไปจ้างคนจีนทำของมากกว่าด้วยค่าแรงที่ถูกมากกว่า หรืออาจจะเป็นสิทธิพิเศษทางภาษีที่จีนมอบให้สหรัฐฯ แลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี
บ่อยครั้งที่สหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่ากดดันบริษัทอเมริกันให้ส่งมอบทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองให้กับจีนทั้งที่ไม่เต็มใจ หรือร้ายแรงสุดบริษัทจีนก็ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้โดยไม่ได้มีการขออนุญาต ดังนั้น จึงพูดได้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในยุคหลัง ๆ ก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก และรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ยังคงฐานภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจีนและรวมถึงยังมองหามหามิตรใหม่อยู่ตลอด ซึ่งหวยก็น่าจะไปออกที่ “อินเดีย”
กลับมาดูสินค้าที่จีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ กันบ้าง ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวด เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยี สินค้าเกษตร และบริการทางการเงิน นับได้ว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน และจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
10 อันดับสินค้าที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ
1. สมาร์ตโฟน (มูลค่า 50,200 ล้านดอลลาร์)
2. เครื่องประมวลผลดิจิทัลอัตโนมัติ (49,200 ล้านดอลลาร์)
3. ของเล่นมีล้อ ลูกบอลเป่าลม ปริศนา และโมเดล (16,300 ล้านดอลลาร์)
4. เครื่องจักรสำหรับส่ง แปลง และรับเสียง รูปภาพ และข้อมูลอื่น ๆ (8,500 ล้านดอลลาร์)
6. แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (7,300 ล้านดอลลาร์)
7. จอภาพสำหรับเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ (7,000 ล้านดอลลาร์)
8. ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับยา (6,900 ล้านดอลลาร์)
9. อุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่ใช้ประมวลผลข้อมูล (6,800 ล้านดอลลาร์)
10. พลาสติก (4,600 ล้านดอลลาร์)
ส่วนในฝั่งของอินเดียเริ่มมามีบทบาทในการส่งออกสินค้าให้กับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษ 2000
โดยในช่วงแรก อินเดียส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน และเหล็ก ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 2010 อินเดียเริ่มส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเคมีภัณฑ์ ถัดมาอีก 10 ปี อินเดียเริ่มส่งออกสินค้าที่เป็นนวัตกรรมมากขึ้น เช่น ซอฟต์แวร์ ยารักษาโรค และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ รวมไปถึงการก้าวขึ้นมากุมอำนาจในบริษัทเทคฯ สหรัฐฯ อย่าง Google และ Microsoft ก็มีคนอินเดียเป็นผู้นำ จะเห็นได้ว่านอกจากสินค้าแล้ว อินเดียยังส่งออกแรงงานระดับมันสมองไปเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนวงการเทคฯ ของสหรัฐฯ ที่มีหัวใจอยู่ที่ซิลิคอนวัลเวย์
ปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้ารายใหญ่อันดับที่ 10 ของโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของอินเดีย การเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าจากอินเดียไปยังสหรัฐฯ ส่งผลให้สหรัฐฯ กลายเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของอินเดีย และส่งผลให้อินเดียกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 10 ของสหรัฐฯ
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นว่าอินเดียเริ่มขึ้นมามีบทบาทในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มากเท่าใด แต่มูลค่าการส่งออกสินค้าจากอินเดียไปยังสหรัฐฯ ก็ยังถือว่าตามหลังจีนไม่น้อย โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงถึง 536,750 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าด้วยข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายแรงงานที่เข้มงวด และข้อจำกัดทางการค้า ได้ขัดขวางความสามารถของอินเดียในการขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งให้กับสหรัฐฯ แต่อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นจากผลการสำรวจพบว่าบริษัทในสหรัฐฯ ดูจะชอบการนำเข้าสินค้าจากอินเดียมากกว่าจีน ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็ตาม
10 อันดับสินค้าที่อินเดียส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด
1. สิ่งทอ (เส้นด้าย ผ้า เสื้อผ้า พรม ผ้าปูเตียง) 23%
2. โลหะ: ประมาณ 11%
3. เครื่องจักรและไฟฟ้า (เครื่องใช้ในครัวเรือน สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ) 11%
4. เคมีภัณฑ์ 10%
5. เบ็ดเตล็ด: 9%
6. หิน/แก้ว: 7%
7. พลาสติก/ยาง: 6%
8. รองเท้า/หมวก: 1%
9. แร่: 1%
10. หนังดิบและขนสัตว์ 1%
แต่ถ้าจัด 10 อันดับสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากอินเดียตาม มูลค่าเราจะพบสินค้าที่ต่างไป
1. เพชร 10.2 พันล้านดอลลาร์
2. ยารักษาโรค 7.44 พันล้านดอลลาร์
3. เครื่องประดับ 3.6 พันล้านดอลลาร์
4. ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: 6.03 พันล้านดอลลาร์
5. ทองคำและอัญมณีโลหะมีค่าอื่น ๆ 3.32 พันล้านดอลลาร์
6. ผ้าฝ้ายที่ใช้สำหรับผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป 3.12 พันล้านดอลลาร์
7. เสื้อผ้า 9.78 พันล้านดอลลาร์
8. ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ 12.7 พันล้านดอลลาร์
9. โลหะมีค่า: 14.9 พันล้านดอลลาร์
10. น้ำมันดิบ 9.68 พันล้านดอลลาร์
เหตุผลที่สหรัฐฯ ไม่อยากทำการค้ากับจีน
ที่จริงเรื่องปัญหาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีมานานแล้ว และยิ่งในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สงครามการค้ายิ่งดุเดือดมากขึ้นไปอีก โดยในตอนนั้นทรัมป์ได้วาง “นโยบาย” ที่เป็นอุปสรรคทางการค้ากับจีนไว้หลายอย่าง โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพราะปกป้องอุตสาหกรรมในบ้านเกิด และป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ รั่วไหลไปยังฝั่งจีน อย่างเช่น
- ขึ้นภาษีศุลกากรให้สูง ๆ สำหรับสินค้าจีน: ในยุครัฐบาลทรัมป์กำหนดภาษีสำหรับสินค้าจีนหลายประเภท ซึ่งเป็นชนวนแรกที่นำไปสู่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างไรก็ตาม ภาษีเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพที่จำกัดในการแก้ไขเรื่องการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐ และพบว่าทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสียหาย เพราะทำให้คนอเมริกันตกงานกว่า 2 แสนตำแหน่ง
- บังคับให้จีนต้องซื้อสินค้าของสหรัฐฯ บ้าง: ทรัมป์ลงนามในข้อตกลงการค้า “ระยะที่ 1” กับจีน ซึ่งให้คำมั่นว่าจีนจะซื้อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีก 2 แสนล้านดอลลาร์ แต่พอถึงเวลาจริงจีนซื้อสินค้าของสหรัฐฯ เพียง 58% ของมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ ที่จีนเคยตกลงจะซื้อ ซึ่งจีนก็ไม่สามารถบรรลุระดับการนำเข้าที่สัญญาไว้
- จำกัดอิทธิพลในห่วงโซ่อุปทานของจีน: ทรัมป์ออกนโยบายเชิงรุกเพื่อจำกัดอำนาจในการครอบงำตลาดและป้องกันการทุ่มตลาดของจีน รวมถึงสั่งห้ามนำเข้าเหล็กและยาประเภทสำคัญ ๆ จากจีนโดยสิ้นเชิง (ในตอนนั้น)
- เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน: นโยบายของทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อชะลอความก้าวหน้าของจีนและลดบทบาทอำนาจของรัฐบาลจีนเท่านั้น และไม่ได้คาดว่าจะต้องแตกหักกับจีนขนาดนี้ แต่ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนออกไปทางแตกแยกมากกว่าร่วมมือ
ส่วนเหตุผลที่สหรัฐฯ ไม่อยากค้าขายกับจีนมาจากเหตุผลหลาย ๆอย่าง อย่างเช่น
- การแข่งขันทางการค้า จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจกำลังเติบโตเร็ว และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลก ดังนั้น สหรัฐฯ มองว่าจีนกำลังใช้กลยุทธ์การค้าที่ไม่เป็นธรรมเพื่อแข่งขันกับสหรัฐฯ และทำลายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เช่น การอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสหรัฐฯ ก็กังวลว่าอุตสาหกรรมในบ้านตัวเองที่เคยโดดเด่นและครองโลกจะต้องโดนจีนแซงเข้าให้สักวันหนึ่ง
- ความมั่นคงของชาติ สหรัฐฯ มองว่าจีนมีนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวและก้าวร้าว สหรัฐฯ กังวลว่าจีนอาจใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเพื่อแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯ และสร้างอิทธิพลต่อสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เหมือนที่เราอาจจะเห็นจากเคส TikTok, Binance และ Huawei ซึ่งตัวอย่างที่พูดมาโดนสหรัฐฯ เล่นงานยับทั้งหมด
- ความแตกต่างทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ และจีนมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ เป็นประเทศประชาธิปไตย ในขณะที่จีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ มองว่าจีนมีระบบการเมืองที่ไม่เสรีและไม่เป็นประชาธิปไตย
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมองว่าจีนมีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสและไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบสากล เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การกดขี่ชนกลุ่มน้อย และมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อคุณค่าและหลักการของสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามต่อไป: NBC News
และถึงแม้จะไม่อยากทำการค้ากับจีนมากแค่ไหน แต่สหรัฐฯ ยังคงพึ่งพาจีนในการนำเข้าสินค้าจำนวนมาก เช่น ในสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น หากสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างสิ้นเชิง อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่นกัน
ดังนั้น สหรัฐฯ จึงต้องการหาแนวทางในการปรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
เมื่อไม่อยากค้าขายกับจีน อเมริกาจึงหันไปหา อินเดีย
นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ในขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านความสัมพันธ์และการค้ากับสหรัฐ: Getty Images North America
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย มาชัดเจนและดีขึ้นมากในสมัยที่สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีชื่อ โจ ไบเดน และอินเดียมีนายกฯ นเรนทรา โมดี โดยมีนโยบาย “การผูกมิตร” ของอดีตที่มุ่งไปที่การส่งเสริมให้บริษัทในสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงไปจากจีน โดยการไปใช้ซัปพลายด้านวัตถุดิบและแรงงานจากอินเดียแทน ทำให้อินเดียเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน
อินเดียและสหรัฐอเมริกากำลังจะกลายเป็นคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ถ้าถึงขั้นจะแย่งตำแหน่งเบอร์ 1 ประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แทนที่จีนก็ไม่น่าจะง่ายและไม่น่าจะใช่ในเร็ววันนี้
มูลค่าการส่งสินค้าจากอินเดียไปยังสหรัฐฯ “เพิ่มขึ้น 67%” ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2020 ถึงเดือนมีนาคม 2023 โดยมูลค่าการส่งออกโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า และการขนส่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น 328% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน
ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังกระตุ้นให้บริษัทสหรัฐฯ ทบทวนห่วงโซ่อุปทานของตัวเองใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีพี่ใหญ่อย่าง Apple ได้เข้าไปลงทุนในโรงงานผลิต iPhone ที่อินเดียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตก้าวกระโดด เมื่อมีคนเปิด ก็อาจจะมีคนตามได้
ด้วยจำนวนประชากรมหาศาลระดับ 1,400 ล้านคนของอินเดีย และเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตทำให้อินเดียเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับบริษัทในสหรัฐฯ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในเรื่องซัปพลายการผลิตออกจากจีน
จากกราฟจะสังเกตว่าถึงแม้ตัวเลขการส่งออกของอินเดียไปสหรัฐฯ จะน้อยเมื่อเทียบกับจีน แต่ปริมาณการส่งออกก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี: SPGlobal
คบกับอินเดียก็ใช่ว่าจะไม่เสี่ยง
ถึงแม้ว่าสื่อจะนำเสนอมุมมองที่เป็นบวก บวก และบวกต่อการที่สหรัฐฯ เริ่มจะหันไปจับมือกับอินเดียและจีบให้มาเป็นคู้ค้า (หลัก) ใหม่แทนที่จีน แต่เรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอ นั่นก็คือ เรื่องความเสี่ยงที่อาจจะมาพร้อมกับการเทใจเทหมดหน้าตักที่จะไปปักหลักการลงทุนยังดินแดนภารตะ
โดยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายกับอินเดียมีอยู่หลายปัจจัย สรุปออกมาเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตอย่างมากในช่วงหลังก็จริง แต่ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายแรงงานที่เข้มงวด และข้อจำกัดทางการค้า ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญก็เป็นไปได้
ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตอย่างมีนัยสำคัญก็จริง แต่อินเดียก็ยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายแรงงาน และข้อจำกัดทางการค้า ซึ่งอาจขัดขวางความสามารถของประเทศในการทดแทนจีนในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทอเมริกัน
การขาดดุลการค้าและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น อินเดียมีการขาดดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ -45.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2564 การขาดดุลนี้พร้อมกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างความท้าทายสำหรับบริษัทในสหรัฐฯ
การลงทุนจากต่างประเทศมีจำกัด อินเดียมีการจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ประกันภัยและการธนาคาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบางภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่อยากจะเข้ามาทำการค้ากับอินเดีย
ความเข้าใจนโยบายการค้า อินเดียเผชิญกับอุปสรรคมากมายในการทำความเข้าใจนโยบายการค้าและผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจขัดขวางความสามารถของประเทศในการมีส่วนร่วมทางการค้า
การขาดดุลการค้าและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นของอินเดียกับประเทศต่าง ๆ ที่มีข้อตกลงการค้าเสรี และข้อสงวนเกี่ยวกับการขาดมาตรการป้องกันที่ทำให้อินเดียสามารถตอบสนองต่อการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ได้รับการอ้างถึงว่าเป็นข้อกังวล
Amitendu Palit นักวิจัยอาวุโสและหัวหน้างานวิจัยด้านการค้าและเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันเอเชียใต้ศึกษา ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า
“สิ่งที่ Apple ทำ (การไปตั้งโรงงานในอินเดีย) ไม่ได้หมายถึงว่าบริษัทอื่น ๆ จะไปทำได้เลยเหมือนกับ Apple ได้ง่าย ๆ เพราะ Apple มีความสามารถในการสร้างระบบนิเวศได้เร็วกว่าบริษัทอื่น ๆ มาก ดังนั้น จึงต้องคำนึงถึงไทม์มิ่งในการที่จะเข้าไปลงทุนด้วย”
อ้างอิง
https://ustr.gov/countries-regions/china-mongolia-taiwan/peoples-republic-china
https://oec.world/en/profile/bilateral-country/ind/partner/usa
–
