ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม เอสซีจีกับภารกิจธุรกิจต้องโต กำลังการผลิตต้องเพิ่ม แต่คาร์บอนต้องลด
เมื่อวานนี้ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ท่ามกลางค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งขึ้นสูงเกินค่ามาตรฐาน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี คนล่าสุด ก็ได้ประกาศทิศทางของเอสซีจีภายใต้การนำทัพของเขา
สิ่งที่ตกผลึกออกมาเป็นแนวทาง คือ แนวคิดในเรื่อง ‘Passion for Inclusive Green Growth’
เพื่อเป็นแนวทางตอกย้ำว่า เอสซีจี ยุคนี้ยังทำจริง ทำแน่ และยังทำต่อไปในเรื่องนวัตกรรม เรื่องของกรีน ที่มุ่งพัฒนาสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด
เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกที่ผู้บริโภคต่างต้องการสินค้า บริการ โซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางยุคโลกร้อนที่สิ้นสุดลง และยุคโลกเดือดกำลังมาถึง
เอสซีจีมีเป้าหมายธุรกิจต้องโตทุกปี หมายถึงกำลังการผลิตต้องเพิ่ม แต่คาร์บอนต้องลด และกำไรต้องได้ เป็นความยากและท้าทายที่สุด
ที่สำคัญเอสซีจีไม่ได้จะไปแบบ “รวย” คนเดียว แต่ต้องการเติบโต แบบ Green Growth inclusive คือโตไปด้วยกันแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วย
“ไม่ทำ ไม่รอด” พลิกไปอ่านวิธีคิดของผู้นำธุรกิจที่ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ คือองค์กรที่เป็นเป้าหนึ่งของสังคม เพราะมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหลาย ๆ อย่างด้วย

ในช่วงระยะเวลาทำงานของ CEO แต่ละคนของเอสซีจีมักจะมี Big surprise เข้ามาท้าทายตลอดเช่น ในยุคของ กานต์ ตระกูลฮุน ก็จะเจอกับเรื่องดิจิทัล ดิสรัปชัน ต้องปรับองค์กรครั้งใหญ่
ยุคของ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ต้องปะทะกับวิกฤตโควิด-19
สำหรับยุคของธรรมศักดิ์นั้นเขาบอกว่า
“Big surprise ที่ผมคาดไว้คือเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ (Geopolitics) และเรื่องของโลกเดือด (Climate Crisis) ที่จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติได้มากขึ้น ทั้ง 2 เรื่องนี้ทำให้ 5-10 ปีข้างหน้าโลกจะเกิดความไม่แน่นอนสูงมาก”
Geopolitics และ Climate Crisis เป็นเรื่องที่เหนือการควบคุม เพราะฉะนั้นหน้าที่สำคัญของเขาคือการวางแผนตั้งรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น
“เราไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ จึงต้องเตรียมพร้อมและอยู่กับมันให้ได้ เอสซีจีอยู่มาแล้ว 111 ปี ถ้าเราคิดจะอยู่ต่ออีกแค่ 5 ปี ก็ไม่ต้องปรับอะไรมาก และอยู่กับธุรกิจที่สร้างไฮคาร์บอนต่อไป แต่ถ้าจะอยู่ยาวไปอีก 50 ปี หรือ 100 ปี ต้องคิดอีกแบบ โดยต้องเดินไปสู่เป้าหมาย Net Zero มุ่งพัฒนาสินค้าที่ปลดปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด และที่สำคัญต้องสร้างกำไรได้ด้วย”
โดยตั้งเป้ารายได้จากนวัตกรรมรักษ์โลก SCG Green Choice ร้อยละ 67 จากยอดขายทั้งหมด ภายในปี 2573 (จากร้อยละ 54 ในปี 2566)
พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 (Net Zero 2050)
และที่สำคัญ Green Growth ของเอสซีจีทำแล้วต้องได้กำไร ไม่ใช่ทำไปแล้วได้แต่ชื่อ รับแต่กล่องรางวัล
เขายกตัวอย่างให้เห็นว่าในส่วนของธุรกิจซีเมนต์ ที่วันนี้ความต้องการมีน้อยลงเพราะโครงการใหญ่ของรัฐบาลงบประมาณอาจจะช้าเอสซีจีจำเป็นต้องหาทางส่งออก ถ้าเราไม่มีสินค้าประเภทโลว์คาร์บอนซีเมนต์ การส่งออกจะยากมาก
“ที่เอสซีจีทำเราไม่ได้เอาแค่ตัวเองรอด แต่ต้องการให้ธุรกิจที่เราทำเติบโตแบบ Green Growth และเป็น Green Growth inclusive ที่ซัปพลายเชนของเราและชุมชนต้องโตไปด้วยกันด้วย จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ถ้าในกลุ่มธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งไม่สามารถตั้งเป้า Net Zero ได้ โตแบบกรีนไม่ได้ เพราะกำไรไม่เกิด แล้วเอสซีจีจะทำอย่างไร
“เรามีการ debate เรื่องนี้กันเมื่อหลายปีก่อนว่าถ้าธุรกิจใดทำไม่ได้จริง ๆ เลิกหรือขายธุรกิจนั้นไปเลยได้ไหม ยกตัวอย่างเช่น ซีเมนต์ที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำให้เป็นโลว์คาร์บอนได้ ถ้าเราขายธุรกิจนี้ได้กำไรแน่นอน แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือเราก็ต้องปล่อยให้คนที่ซื้อไปปล่อยคาร์บอนสูงต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อทำกำไรสูงสุด มันถูกต้องแล้วหรือ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาลงทุนเรื่องเทคโนโลยี ลองค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ดีกว่าไหม”
ในยุคก่อนเอสซีจีเคยเน้นในเรื่อง R&D ด้วยตัวเอง ทุ่มเงินในเรื่องนี้อย่างมาก เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาในองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่อาจจะช้าไป
ต่อมา R&D ด้วยตัวเองยังทำอยู่แต่ต้องการให้เร็วขึ้น เลยต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระดับโลกเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนด้วย
มาถึงยุคนี้จำเป็นต้องไปร่วมกับสตาร์ตอัปต่าง ๆ ด้วย เพราะต้องการที่จะได้เทคโนโลยีที่ “ใช่” โดยเร็ว
เช่น บริษัท Rondo Energy พัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่กักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาด
รวมทั้งการมุ่งสร้างการเติบโตด้วยการลงทุน (Investment & Holding) รวมทั้งเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล (Deep Technology & Digital) เป็นเรื่องจำเป็น
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero การลงทุนอย่างมาก เพื่อให้ได้มาถึงเทคโนโลยีต้องเกิดขึ้น
แต่มีเงินอย่างเดียวไม่พอ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เอสซีจีต้องขับเคลื่อนผ่าน 4 เรื่องหลัก คือ
1. องค์กรคล่องตัว ยืดหยุ่น (Agile Organization) การสร้างความคล่องตัวในการทำธุรกิจที่เอสซีจีทำมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการทำให้ธุรกิจโต โตแล้วแตก แตกแล้วโต โดยการผลักดันธุรกิจที่มีศักยภาพสูงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บริษัท SCGP ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร, SCGJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัปพลายเชนครบวงจรรายใหญ่สุดในอาเซียน บริษัท SCGD ผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจร
และกำลังรอเวลาที่เหมาะสมนำเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ
รวมทั้งเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับกับความผันผวนของโลกที่กำลังสร้างปัญหาให้กับคน เช่น ‘เอสซีจี ซีเมนต์ แอนด์ กรีนโซลูชัน’ ธุรกิจวัสดุและโซลูชันก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ‘เอสซีจี สมาร์ตลีฟวิง’ ธุรกิจนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง และโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่า ‘เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล’ ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัย ‘เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่’ ธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร
2) นวัตกรรมกรีน (Green Innovations) เร่งพัฒนานวัตกรรม โซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น นวัตกรรมปูนคาร์บอนต่ำ สมาร์ตโซลูชันเพื่อการอยู่อาศัย พลาสติกรักษ์โลก บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่ใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ พลังงานสะอาดครบวงจร
พร้อมขยายเข้าสู่อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
โดยตั้งเป้ารายได้จากนวัตกรรมรักษ์โลก SCG Green Choice ร้อยละ 67 จากยอดขายทั้งหมด ภายในปี 2573 พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ ตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2593 (Net Zero 2050) ปัจจุบันคืบหน้าตามแผน
3) องค์กรแห่งโอกาส สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ (Organization of Possibilities) เปิดโอกาสให้พนักงานปล่อยแสงสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านโครงการสตาร์ตอัปต่าง ๆ ในเอสซีจี ตลอดจนสนับสนุนให้พนักงานพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ ตอบเทรนด์อนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนภายนอกเอสซีจี เช่น ‘NocNoc’ ศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านออนไลน์ ที่กำลังขยายธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียน

4) ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Society) ชวนทุกคนในห่วงโซ่คุณค่า (Supply Chain) เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน ด้วยการผลักดัน ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย’ เพื่อเรียนรู้ปัจจัยความสำเร็จ ข้อจำกัดในการเปลี่ยนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และส่งเสริม ‘การเกษตรคาร์บอนต่ำ’ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้งและการปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน พร้อมทั้งสร้างเครือข่าย ‘Big Brothers for SMEs’ ใน จ. สระบุรี เพื่อส่งต่อความรู้ให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ตลอดจน ‘พัฒนาทักษะอาชีพที่ตลาดต้องการ’ 50,000 คน ในปี 2573 ยกระดับแรงงานไทย มีอาชีพมั่นคง ลดเหลื่อมล้ำ เช่น ช่างติดตั้งและทำความสะอาดหลังคาโซลาร์ และนักเขียนแบบโดยใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modelling) รวมทั้งจับมือกับชุมชน ‘ดูแลระบบนิเวศให้อุดมสมบูรณ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ’ ผ่านโครงการรักษ์ภูผามหานที มุ่งสู่เป้าหมายปลูกต้นไม้ 1.5 ล้านไร่ในปี 2593 ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 2 ล้านตันต่อปี ส่งต่อความยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป”
ถึงจะเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลา แต่ธรรมศักดิ์เคยบอกว่า การทำก่อนได้เปรียบ ถ้าคุณทำภายใน 3 ปี เป็นไปไม่ได้ คุณทำภายใน 10 ปี ก็ยาก ทำภายใน 20 ปีง่ายขึ้น แต่ถ้าทำภายใน 30 ปีอาจถือว่าเป็นธุรกิจปกติ
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม CEO คนใหม่ยังทิ้งท้ายว่า
“สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าไม่มีคน ไม่มี Key Talent เพราะต่อให้มีเงินไปซื้อเทคโนโลยีมา แต่ถ้าไม่มีคนทำ ทุกอย่างก็ไม่เกิด ดังนั้น ผมจะพูดเสมอ ๆ ว่าคนสำคัญที่สุด
“ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือต้องทำให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นผม ผมไม่ได้บอกว่ารุ่นเก่านะครับ (หัวเราะ) ใช้ศักยภาพของตัวเองปล่อยแสงในการทำงานได้เต็มที่”
—————
รู้จักผู้นำคนใหม่ “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” ให้มากขึ้น https://marketeeronline.co/archives/334501
–
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
