โดราเอมอน เหมือนโลกทั้งใบของใครหลายคนในวัยเด็ก ที่ต้องรีบตรงไปร้านหนังสือเพื่อหาเช่าเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน หรือเปิดรับชมทุกเช้าทางช่องเก้าการ์ตูน เพียงเท่านี้ชีวิตในวัยเด็กก็สนุก จนเหมือนได้ท่องโลกทั้งใบแล้ว
และในปีนี้เป็นโอกาสพิเศษ ครบรอบวันเกิดปีที่ 90 ของ Fujiko F. Fujio นักวาดการ์ตูนชื่อดัง ผู้รังสรรค์การ์ตูนเรื่อง “โดราเอมอน” ให้งอกเงยขึ้นมาในความทรงจำของเด็ก ๆ ทั่วโลก
กับ “โดราเอมอน” แมวหุ่นยนต์ตัวสีฟ้า ที่ย้อนเวลากลับมาศตวรรษที่ 22 เพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยนามว่า “โนบิตะ” จนกลายเป็นเพื่อนรักที่ฟันฝ่าเรื่องราวอันแสนวุ่นวายในวัยเด็กมาด้วยกัน
แม้จะถูกสร้างมาเพื่อกลุ่มผู้ชมเด็ก แต่บทเรียนบางอย่างกลับคุ้มค่าที่จะเรียนรู้อีกครั้งในวัยผู้ใหญ่
การ์ตูนที่แสนเรียบง่าย แต่แฝงบทเรียนล้ำค่า ที่ตอนเด็กอาจมองข้ามไป แต่จะวนกลับมาทำความเข้าใจได้ ในวัยที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
5 บทเรียนง่าย ๆ ที่การ์ตูนถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
1. อดีตคือตัวเรา อนาคตคือตัวเรา
เป็นคำเชย ๆ ที่จะบอกว่า อะไรที่ผ่านมาแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ การกระทำที่เกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อตัวเราในอนาคต คนจึงพยายามบอกว่า ‘ทำวันนี้ให้ดีที่สุด’ เพราะการกระทำของเราในปัจจุบัน คือหนึ่งในกระบวนการร่างภาพรวมความเป็นตัวเรา ที่จะถูกมองเห็นในอนาคตที่กำลังจะมาถึง
อดีตที่ผ่านมาคือ ‘ตัวเรา’ และอนาคตที่กำลังจะมาถึง ก็ยังเป็น ‘ตัวเรา’
หากเราตระหนักต่อสิ่งที่กลายเป็นอดีต เราจะใส่ใจต่อการกระทำในปัจจุบันกาล และกระตือรือร้นเปลี่ยนแปลงตัวเราในอนาคต
2. ตัวเราคือเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแล้ว แต่จำไว้ว่าเราดีขึ้นได้กว่านี้นะ
Respect yourself คือคำง่าย ๆ ที่เด็กต่างชาติถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก แต่กับเด็กไทยอาจยังมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก เพราะเราโตมากับวัฒนธรรมการเปรียบเทียบ เปรียบกับคนใกล้ตัว เปรียบกับลูกข้างบ้าน เปรียบกับญาติห่าง ๆ จึงไม่แปลกที่เรากลายเป็นคนที่มักเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ๆ และรู้สึกหดหู่ใจที่ไม่เหมือนอีกคน
การมองเห็นข้อเสียของตัวเอง นับเป็นทักษะที่ดี เหมือนการสร้างนวัตกรรมชิ้นหนึ่ง หากพบข้อผิดพลาดได้ไว จะแก้ไข พัฒนา จนสามารถปิดช่องโหว่และจะกลายเป็นชิ้นงานที่ใคร ๆ ก็อยากได้
แม้โนบิตะจะไม่ใช่ตัวละครที่ฉลาดเฉลียวทางวิชาการ และมีข้อบกพร่องมากมาย แต่มนุษย์เราไม่ได้ด้อยไปเสียทุกอย่าง จะดีจะแย่ตัวเราควรได้รับการยอมรับจากตัวเองก่อน ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไป ใช้ชีวิตเป็นโนบิตะบ้างก็ได้ จะล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ขอแค่เรียนรู้วิธีลุกขึ้นใหม่ ไม่หยุดตามหา Best Version ของตัวเอง ซึ่งสุดท้ายโนบิตะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ในภาคต่อของโดราเอมอน
3. ชีวิตไม่มีทางลัด
มังงะเรื่องนี้ได้รับความนิยมในหมู่เด็ก ๆ เพราะทุกคนต่างตั้งตารอดูของวิเศษที่จะออกจากกระเป๋าโดราเอมอน อาทิ กล่องสภาพอากาศที่ใส่การ์ดที่มีเครื่องหมายสภาพอากาศอยู่ จะเปลี่ยนเป็นอากาศตามที่ต้องการ หรือ pass loop ที่คล้องห่วงไว้ตรงจุดที่ต้องการลอดผ่าน ก็จะกลายเป็นรูทะลุกำแพงหรือสิ่งกีดขวาง หรือจะเป็นประตู Anywhere Door เปิดไปได้ทุกที่ที่ต้องการ
แต่บางครั้งโดราเอมอนก็พยายามห้ามโนบิตะไม่ให้ใช้ประโยชน์จากของวิเศษมากเกินไป เพราะมันทำให้โนบิตะตีตัวออกห่างจากเพื่อนและคนรอบข้าง และอีกอย่างของวิเศษเหล่านี้รวมถึงตัวโดราเอมอนเองคงอยู่ช่วยโนบิตะตลอดไปไม่ได้ วันหนึ่งต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
4. สังคมมาพร้อมคนหลายประเภท
แม้ตัวการ์ตูนในเรื่องจะมีอยู่ไม่มาก แต่ทั้งโนบิตะ ชิซูกะ ไจแอนท์ ซูนิโอะ เดคิสุกิ และโดราเอมอน กลับมีบุคลิกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะอาจารย์ Fujio ตั้งใจใช้คาแรกเตอร์ของทุกตัวละครเป็นกระจกสะท้อนตัวแทนขององค์ประกอบที่แตกต่างกันในสังคม ทุกคนมีบุคลิกที่แตกต่างกัน ความคิด และแนวทางในการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ไม่สามารถไปคาดหวังให้คนอื่นเป็นแบบที่เราคิดได้ ควรเปลี่ยนเป็นเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเคารพในความแตกต่างนั้น
5. มนุษย์ทุกคนมีโนบิตะเป็นของตัวเอง
หมายความว่า โนบิตะที่เป็นสัญลักษณ์ของเจ้าคนเกียจคร้าน ขี้สงสัย บางทีก็หวาดกลัว ขี้ขลาด ชอบทำตัวงุ่มง่าม หรือประมาทเลินเล่อ เหมือนกับวัยเยาว์ของทุกคน เราต่างผ่านประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกประหม่า หวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นในตนเองมาแล้วทั้งนั้น
แต่วันหนึ่งคุณจะรับรู้ว่า ทุกอย่างบนโลกนี้มีความสวยงามในแบบของตัวเอง
แม้โนบิตะในวัยเด็กจะเกียจคร้าน แต่จริง ๆ กลับเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาก มีทักษะในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และนั่นทำให้เขากลายเป็นคนอบอุ่น ด้วยข้อนี้เองที่ทำให้เขาเอาชนะใจชิซูกะได้
สุดท้าย แค่ต้องโอบกอดในสิ่งที่คุณเป็น และพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การพัฒนาตัวเองให้เป็น ‘คนสมบูรณ์แบบ’ เริ่มด้วยการยอมรับว่าเรา ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’
–






