เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Apple ได้ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาโครงการ Apple Car และหยุดงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมไปถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งตามที่ข่าวออกมาระบุชัดเจนว่า Apple ไม่น่าที่จะหันมาทำ Autonomous Self-Driving EV Car อีกต่อไป เมื่อคำสั่งออกมาแบบนี้ทำให้พนักงานประมาณ 2,000 ที่อยู่ภายใต้โปรเจกต์นี้คนที่ทำงานกับรถยนต์คันนี้จะถูกย้ายไปทำโปรเจกต์ Generative AI ของ Apple ต่อไป
สิ่งที่น่าสนใจที่อยากจะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังก็คือ หลาย ๆ คนแทบไม่รู้เลยว่า Apple กระโดดลงมาในสมรภูมิรถ EV ตอนไหน แล้วทำไมพวกเขาถึงอยากเข้าสู่วงการนี้ ทั้งนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาถนัด ถึงแม้จะมีโนว์ฮาวก็ตาม และสิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ แล้วอะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจ “หยุด” พัฒนาโปรเจกต์นี้ต่อ ทั้งหมดนี้วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณผู้อ่านแล้ว ติดตามอ่านได้จากบทความนี้กันเลยครับ
Apple Car มายังไง
แบบจำลองรถยนต์ไฟฟ้าแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่คาดการณ์ว่า Apple จะผลิต: Macrumors
ต้องย้อนไปในปี 2014 ปีแรกที่ Apple เริ่มต้นทำโปรเจกต์การพัฒนารถ EV ในชื่อ “Project Titan” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์และวิศวกรที่ทำงานในโปรเจกต์นี้มากกว่า 1,000 คน ช่วยกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่มีความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติ ในสถานที่ลับใกล้กับสำนักงานใหญ่ของ Apple ที่ Cupertino
ทีนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโปรเจกต์ Titan ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายต่อหลายครั้งจนส่อจะล้มเลิกไปหลายครั้งหลายครา ทั้งการเปลี่ยนตัวทีมงานและผู้บริหาร รวมถึงทิศทางของทีม โดยสาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากความขัดแย้งภายใน แต่จนแล้วจนรอดการพัฒนาก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีข่าวลือในช่วงปี 2016 ออกมาว่า Apple ได้ล้มเลิกแผนพัฒนารถยนต์แล้ว แต่จู่ ๆ ในปี 2022 ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาอีกว่าทางจริง ๆ แล้ว Apple ยังไม่ได้ทิ้งโปรเจกต์ไปไหน แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเล็กน้อยจากยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบมาเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติแทน
แรกเริ่มเดิมที Apple วางแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ที่ไม่มีพวงมาลัยและไม่มีคันเร่งให้เหยียบเพราะรถรุ่นนี้ของ Apple สามารถที่จะทำงานได้ด้วยตัวเองผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง โดยมี AI ที่ทรงพลังเป็นหัวใจหลักที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ Apple ก็เลิกล้มความตั้งใจนี้ไป ซึ่งถ้ารถของ Apple ออกมาแบบนี้จริง ๆ ก็ต้องบอกว่า เหมือนออกมาจากหนัง Sci-Fi ยังไงอย่างนั้น พอไม่ต้องทำอะไรให้เว่อวัง ก็เลยทำให้ Apple เลือกที่ใช้การออกแบบที่เรียบง่ายและเหมือนรถยนต์ทั่ว ๆ ไปเพื่อเข็นให้โปรดักส์ออกสู่ตลาดได้ และน่าจะเปิดตัวไม่เกินปี 2028 (ความตั้งใจเดิม)
พอมีหมุดหมายชัดเจน Apple ก็ได้ไปดึง John Giannandrea หัวหน้าฝ่าย AI และ Machine Learning ของ Apple และ Kevin Lynch จากผลงานการออกแบบ Apple Watch มาร่วมทีมทำ Apple Car เพื่อให้โปรเจกต์ Titan สำเร็จให้จงได้ ซึ่งภายใต้การนำของ Lynch นั้น Apple มีการลดขนาดโครงการลงเพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่มากขึ้นที่จะสามารถเปิดตัวให้ทันภายในช่วงทศวรรษนี้
ส่วนในด้านเทคโนโลยี มีการกล่าวกันว่า Apple ได้สร้างโพรเซสเซอร์ระดับไฮเอนด์สำหรับที่จะใช้กับ Apple Car และถือเป็นส่วนประกอบของเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดที่ Apple ได้เคยพัฒนามา โดยโพรเซสเซอร์นี้มีความเร็วและพลังในการประมวลผลมากกว่าชิปที่ใส่อยู่ในเครื่อง Mac สี่ตัวรวมกันถึง 4 เท่า
เนื่องจากโพรเซสเซอร์นี้ต้องรองรับการประมวลผลของ AI ที่จะใช้ในรถ Apple Car โดย Apple น่าจะมอบหมายให้ TSMC (บริษัทผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลกจากไต้หวัน) เป็นคนผลิตชิปดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา Apple เองก็ใช้บริการของ TSMC อยู่แล้ว และ TSMC เองก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการผลิตไมโครโพรเซสเซอร์อยู่แล้ว และรถของ Apple เองก็น่าจะใช้เซ็นเซอร์ LiDAR ที่มีคุณสมบัติในการตรวจจับและระบุวัตถุ ซึ่งจะช่วยเหลือผู้ขับขี่ในยามที่ต้องขับขี่รถลงสู่ถนนจริง
Apple เองนั้นไม่มีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์ จึงจำเป็นต้องมีพาร์ตเนอร์ในการร่วมผลิต โดยมีการกล่าวกันว่า Apple กำลังมองมองหาความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ในรายละเอียดก็ยังไม่มีแหล่งข้อมูลใดยืนยันว่า Apple จะทำงานร่วมกับใคร
นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สื่อเชื่อว่า Apple กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบอัตโนมัติอยู่จริง ๆ ก็คือในช่วงเดือนมิถุนายนปี 2017 Tim Cook ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาพูดถึงงานที่ Apple กำลังทำอยู่ในด้านซอฟต์แวร์การขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งโดยปกติ Apple มักไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
“เรากำลังมุ่งเน้นไปที่ระบบอัตโนมัติ มันเป็นเทคโนโลยีที่เรามองว่าสำคัญมาก เรามองว่ามันเป็นหัวใจหลักของโปรเจกต์ AI ทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ AI ที่ยากที่สุดในการทำงานจริง” Tim Cook ซีอีโอของ Apple เกี่ยวกับแผนการของ Apple ในอุตสาหกรรมรถยนต์
นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา Apple ได้ทำการทดสอบรถยนต์แบบไร้คนขับบนถนนสาธารณะในแคลิฟอร์เนีย โดยใช้รถยนต์รุ่น Lexus RX450h SUV ปี 2015 หลายคันที่เช่าจาก Hertz (ผู้ให้บริการเช่ารถยนต์) โดยมีภาพหลุดเป็นรถ SUV ถูกพบเห็นบนถนนในเมือง Cupertino ซึ่งมีเซนเซอร์และกล้องจำนวนมาก ในขณะที่ Apple กำลังเตรียมซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง และการทดสอบก็มีความถี่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวระบุว่า Apple มีรถสำหรับทำการทดสอบมากกว่า 60 คันที่ออกสู่ท้องถนนจริง
ทำไม Apple ถึงสนใจอยากจะทำรถยนต์
ผู้อ่านหลายคนคงมีคำถามคาใจไม่ต่างจากผู้เขียนที่ว่า ปกติแล้วเราจะเห็น Apple ทำแต่ Gadget ล้ำ ๆ ซึ่งมันมีความเป็น Personal มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แล็ปทอปอย่าง Macbook โทรศัพท์ไร้ปุ่มอย่าง iPhone นาฬิกาตรวจวัดสุขภาพอย่าง Apple Watch หรือกับล่าสุดแว่นตาที่เชื่อมระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนอย่าง Apple Vision Pro
แต่การที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีประวัติการทำรถยนต์มาก่อนก็แอบจะแปลกอยู่เหมือนกัน
จากการค้นหาข้อมูลที่พอจะเชื่อได้ว่าทำไม Apple ถึงอยากจะทำรถ
- Apple ต้องการขยายตลาดไปในตลาดใหม่ที่มีและมีขนาดใหญ่มากพอที่ Apple มองว่าคุ้มค่าที่จะ (เสี่ยง) ลงทุน ตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างมากจากเทรนด์ ESG และการรณรงค์ลดละเลิกการใช้รถยนต์แบบเครื่องยนต์สันดาป รวมไปถึงเป้าหมายของแต่ละประเทศที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศให้เหลือ 0 ภายในปี 2030 แล้ว Apple เองก็อาจมองเห็นโอกาสในการสร้างฐานทัพของตัวเองในพื้นที่ตลาดใหม่ที่อาจสร้างกำไรมหาศาลได้ในอนาคต
- Apple มีจุดแข็งในเรื่องเทคโนโลยี แม้จะขาดประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์ แต่ Apple ก็มีจุดแข็งในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ การออกแบบ และการบูรณาการเทคโนโลยี ซึ่งคนที่รู้เรื่องนี้ก็มองว่า สิ่งจำพวกฟังก์ชันต่าง ๆ ในรถยนต์ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนี่แหละคือหัวใจและเป็นจุดวัดเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าของค่ายไหนจะมัดใจผู้บริโภคได้ เพราะนี่คือยุคใหม่จุดขายคือเทคโนโลยีที่ผู้ผลิตอัดเข้ามาในรถยนต์ของตัวเอง
- แบรนด์ Apple และความภักดีของลูกค้า แบรนด์ Apple ได้รับการประเมินมูลค่า ณ ปี 2024 ว่ามีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 516,6000 ล้านดอลลาร์และถือได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และความมีชื่อเสียงของแบรนด์ที่แข็งแกร่งและฐานลูกค้าที่ภักดีนี่เอง ที่อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ Apple ประสบความสำเร็จในตลาด EV แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้โดยตรงก็ตาม
- การที่ Apple สามารถบูรณาการรถ EV กับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ Apple เองถือโปรดักส์และเซอร์วิสอยู่หลายตัว รวมกันเรียกว่า ระบบนิเวศของ Apple ซึ่งเกือบทุกผลิตภัณฑ์และบริการสามารถเชื่อมประสานและทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ถ้า Apple ไม่ล้มเลิกโปรเจกต์นี้ไปก่อน เราอาจจะได้เห็นคนขับรถของ Apple สวมใส่แว่น Vision Pro นั่งขับรถโดยไม่มีพวงมาลัยไม่ต้องเหยียบคันเร่งแต่สามารถขับรถได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยก็เป็นไปได้
แล้วทำไม Apple ไม่ทำต่อแล้ว เพราะอะไร?
จากข่าวตามหน้าสื่อต่างประเทศที่ออกมาหลายสำนักรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า Apple ได้ตัดสินใจล้มเลิกโปรเจกต์ Titan หรือโปรเจกต์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติแล้ว ซึ่งจากการคาดการณ์ของสื่อตีว่า Apple น่าจะสูญเสียเงินลงทุน R&D ในโปรเจกต์นี้ไปทั้งหมด โดยข่าวนี้ออกมาพร้อม ๆ กับช่วงที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลดลงอย่างน่าใจหาย เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายตัดสินใจถอนการทุ่มงบประมาณหรือชะลอการลงทุนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกไปก่อน
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บริษัท Apple มีการเผยแพร่ข้อมูลเป็นการภายในเมื่อช่วงวันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมาโดย ผู้บริหารโครงการซึ่งสื่อคาดว่าจะเป็น Jeff William COO ของ Apple และมือขวาของ Tim Cook CEO ของ Apple และ Kevin Lynch โดยหัวหน้าทีมทั้ง 2 คนได้บอกกับสตาฟฟ์ของโปรเจกต์นี้ว่า “โครงการนี้จะค่อย ๆ ปิดตัวลง” และสตาฟฟ์จำนวนมากในทีมรถยนต์หรือที่เรียกว่า Special Projects Group หรือ SPG จะถูกย้ายไปแผนกปัญญาประดิษฐ์ภายใต้การบริหารของ John Giannandrea แทน เพื่อให้ทีมงานเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่โครงการ AI เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีความสำคัญกับบริษัทมากกว่า
Kevin Lynch หัวหน้าทีม AI ของ Apple: CNBC
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับพนักงานเกือบ 2,000 คนที่ทำงานในโครงการนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งข้อมูลที่ Bloomberg ได้รับมาจากกลุ่มคนที่ไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากประกาศดังกล่าวนี้ไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ในทีมที่ทำโปรเจกต์รถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ยังมีทั้งวิศวกรฮาร์ดแวร์ และนักออกแบบอีกหลายร้อยคน ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าหลังจากนี้พวกเขาก็อาจจะถูกย้ายไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ภายในบริษัท หรือแน่สุดก็คือ “เลิกจ้าง” แต่จะเป็นจำนวนเท่าใดยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัด
Jeff Williams ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple [COO] ผู้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลโปรเจกต์รถยนต์ของ Apple: Bloomberg
และทันทีที่มีข่าวว่า Apple ล้มเลิกแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าหุ้น APPL ในตลาดหุ้น NewYork ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 1% นี่อาจเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนไม่อยากให้ Apple ไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ตนเองไม่ถนัด แถมตอนนี้ยังเป็นขาลง (สั้น ๆ) อีก
ส่วนเหตุผลที่ Apple ตัดสินใจยกเลิกการเดินหน้าโปรเจกต์ Titan สื่อหลายเจ้าทั้งสื่อสายเทคโนโลยีและสายยานยนต์ต่างคาดการณ์กันว่าน่าจะมาจาก
- ตลาด EV เป็นตลาดที่ยากกว่าที่ Apple คาดไว้ จริง ๆ แล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราจะได้ยินแต่ข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับแวดวงรถยนต์ไฟฟ้า แต่ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตกลับเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นราคาต้นทุนของแบตเตอรีลิเทียม โครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จในแต่ละประเทศที่ยังไม่รองรับการเติบโตของการผลิตรถ EV ในสเกลระดับแมส การลงทุนทั่วโลกลดลง และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กำลังประเมินกลยุทธ์ของตนใหม่ นี่อาจหมายถึงอัตรากำไรที่ลดลงของ Apple เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของพวกเขา
- ความซับซ้อนของโครงการ การผลิตรถยนต์ 1 คัน มีความซับซ้อนมากกว่าที่เราเข้าใจ แล้วยิ่งถ้าไม่ได้มีประสบการณ์หรือบริษัทนั้นไม่เคยจับธุรกิจนี้มาก่อนนอกจากจะตามหลังบริษัทค่ายรถยักษ์ใหญ่แล้ว Apple เองอาจจะต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยที่มองไม่เห็นอีกมาก กล่าวก็คือ Apple ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้และยังขาดโครงสร้างพื้นฐานและพันธมิตรที่จะคอยซัปพอร์ตและซัปพลายความรู้และชิ้นส่วนในการสร้างรถยนต์ด้วย นอกจากนี้ เรื่องปัญหาภายในองค์กร (เฉพาะโปรเจกต์นี้) ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่คอยขวางไม่ให้โปรเจกต์สำเร็จและทำให้ยากที่ Apple จะสามารถรักษาโมเมนตัมนี้เอาไว้ได้
- ต้นทุนสูง การพัฒนาและการผลิตรถยนต์ทั่วไป 1 คันกับบริษัทที่ไม่เคยทำรถยนต์มาก่อนนี่ก็นับว่าสูงแล้ว แล้วยิ่งกับ Apple เจ้าแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่ต้องพูดถึงพวกเขาอยากทำรถที่ไม่มีทั้งพวงมาลัยและคันเร่ง คุณลองคิดดูว่าต้นทุนในการพัฒนา (เอาแค่การพัฒนา) ยังไม่รวมการสร้างจริงจะสูงแค่ไหน ด้วยเหตุนี้เองเมื่อถึงจุดหนึ่ง Apple อาจพิจารณาว่า การลงทุนในครั้งนี้น่าจะยังไม่คุ้มค่าเมื่อนึกถึงราคารถที่จะจำหน่ายจริง คนที่ซื้อไหว และอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนที่กว่าจะคืนทุนคงอีกนาน เผลอ ๆ จะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ
- การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ มาถึงวันนี้วันที่ ChatGPT, Gemini (เดิมคือ Google Bard) และ Generative AI ต่าง ๆ พากันเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีผู้เล่นเจ้าใหญ่อย่าง Microsoft, Google เตรียมตัวลงชิงชัยในสมรภูมินี้ Apple เองก็อาจจะมองว่าด้วยทักษะและทรัพยากรที่พวกเขามีปรับเปลี่ยนนิดหน่อยหันไปทาง AI อาจจะง่ายกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า เลยอาจตัดสินใจจัดลำดับความสำคัญใหม่ไปในด้านอื่น ๆ เช่น การหันมาพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนเป็นอันดับแรกก็เป็นไปได้
แต่สิ่งที่เราควรรู้ไว้เสมอว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงการคาดเดาเหตุผลเบื้องหลังของการล้มเลิกความตั้งใจในการพัฒนาโปรเจกต์รถ EV เพราะ Apple เองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากเหตุผลดูแล้วก็อาจจะไม่หนีไปจากเหตุผลเหล่านี้สักเท่าไร ดังนั้น เราก็อาจจะต้องรอดูกันต่อไปว่าวันหนึ่ง Apple อาจจะหันกลับมาจับเอาโปรเจกต์นี้ปัดฝุ่นอีกครั้งก็ได้ หรืออาจจะไปจับมือกับเจ้าพ่อวงการรถยนต์สุดล้ำอย่าง Elon Musk ก็เป็นได้
สรุปไทม์ไลน์ Apple กับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า
2014: Apple เริ่ม “Project Titan” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรด้านรถยนต์กว่า 1,000 คนเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
2015: มีรายงานที่บ่งบอกถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะจริงจังของ Apple ในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีข่าวการรับสมัครวิศวกรยานยนต์และผู้มีความสามารถจากบริษัทรถยนต์
2016: มีรายงานว่า Apple กำลังสำรวจสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและมีรถยนต์ไร้คนขับที่จดทะเบียนบนถนนพร้อมคนขับให้บริการ
2017: Apple ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกแห่งแคลิฟอร์เนียให้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ และเข้าซื้อกิจการ Drive.ai ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปเกี่ยวกับรถยนต์ไร้คนขับ
2020: มีข่าวลือว่า Apple กำลังรันโครงการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันกับ Tesla
2021: Apple จ้างผู้เชี่ยวชาญจาก BMW ในด้านการพัฒนาเป็นรถ EV และได้รับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีรถยนต์ รวมถึงระบบควบคุมเสมือนจริง (Virtual Control)
2022: มีการเปิดเผยว่าแผนของ Apple ที่จะพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไปเป็นเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติแทนที่จะทำเป็นรถยนต์ทั้งคัน
2023: รายงานระบุว่า Apple กำลังเจรจากับ Toyota และซัปพลายเออร์แบตเตอรี่ของเกาหลีเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการที่จะผลิตที่จะเริ่มในปี 2024
2024: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 Apple ยกเลิกแผนการที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดความพยายามที่มีมานานนับทศวรรษ โดยโครงการนี้ได้มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญและทีมงานกว่า 2,000 ชีวิต
แต่สุดท้ายอาจไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลักของ Apple และยากเกินไปที่ Apple จะทุ่มสรรพกำลังไปกับสิ่งที่ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จและสร้างผลตอบแทนคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ โดย Apple น่าจะตัดสินใจเบนเข็มไปสู่เทคโนโลยี AI มากกว่า โดยทีมงานจำนวนมากจากทีมรถยนต์ถูกเปลี่ยนให้มาทำงานเกี่ยวกับ AI ภายใต้การนำของ John Giannandrea ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่าย Machine Learning และ AI ของ Apple
อ้างอิง
https://www.macrumors.com/roundup/apple-car/
https://edition.cnn.com/2024/02/28/tech/apple-cancels-electric-car/index.html
https://appleinsider.com/inside/apple-car
https://nickelinstitute.org/en/blog/2020/august/headwinds-and-tailwinds-facing-evs/
เรื่อง : Natsakorn Seanglab
–
