เมื่อผู้บริหารของ ซีพีออลล์ โทรมาถาม Marketeer ว่า จะไปเยือนกวางโจว-ซัวเถา เยี่ยมบ้านเก่าชาวไทยเชื้อสายจีนด้วยกันไหม

ปากน่ะตอบรับไปเบา ๆ ว่า “ดีจัง ไปค่ะ” แต่ในใจนั้นตะโกนว่า “เย้ ได้ไปซัวเถาแล้ววว”

ซัวเถาไม่อยู่ในลิสต์ของแฟมิลี่ทริปแน่นอน และคงยากที่จะมีองค์กรไหนเชิญไป

เป็นเมืองที่ได้ยินชื่อมานาน รับรู้อยู่ว่าบรรพบุรุษของอภิมหาเศรษฐีระดับแสนล้านไทยหลายคน เช่น  ธนินท์  เจียรวนนท์ เจริญ สิริวัฒนภักดี ชิน โสภณพนิช  อุเทน เตชะไพบูลย์  ก็มาจากเมืองนี้

เลยอยากรู้ว่าเมืองที่ผู้คนอดอยากยากจนจนต้องหอบเสื่อผืนหมอนใบหนีความยากลำบาก ยอมเสี่ยงตายด้วยการโล้เรือสำเภานานนับเดือนมายังเมืองไทยนั้น

ผ่านไปกว่าศตวรรษแล้ว วันนี้บ้านเมืองเขาจะเป็นอย่างไร

ภาพที่เห็น ต้องบอกว่าผิดไปจากที่คิดมากมาย

“ลื้อฮ่อ”  กว่างโจว – ซัวเถา

เสียงกัปตันประกาศว่า เครื่องบินกำลังจะแลนดิ้งที่สนามบินนานาชาติ “ไป๋อวิ๋น” เมืองกว่างโจว อุณหภูมิข้างนอก 28 องศา ตอนนั้น Marketeer กำลังหลับตื่น ๆ ก็เข้าใจไปว่าคงฟังผิด เพราะอุณหภูมิข้างนอกควรจะอยู่ที่ 18 องศา ตามที่ทีมงานแจ้งไว้ก่อนมาแน่นอนเลย

แต่ปรากฏว่า 28 องศาจริงด้วย อากาศที่กว่างโจวและซัวเถา ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สวิงมากจริง ๆ เพราะในวันกลับอีก 4 วันต่อมา ที่กว่างโจวอุณหภูมิลดฮวบลงเหลือ 8 องศา ทำเอาหนาวสั่นได้ดั่งใจกันไป

ตามกำหนดการจะอยู่ที่กว่างโจว 1 คืน ไปพักซัวเถา อีก 2 คืน แล้วกลับมานอนกว่างโจว อีก 1 คืน

การปกครองของประเทศจีน แบ่งออกเป็น 4 มหานคร 23 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง และ 2 เขตบริหารพิเศษ

กว่างโจว เป็นเมืองเอก หรือเป็นเมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง ที่ครองอันดับความสำคัญของการเป็นเมืองท่า และศูนย์การค้าหลัก การคมนาคม และเศรษฐกิจของจีน จนได้ชื่อว่า “ประตูสู่จีนตอนใต้”

มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 18.73 ล้านคน มากกว่ากรุงเทพฯ กว่าเท่าตัว ข้อมูลเมื่อปี 2022

เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ได้สัมผัสกับกว่างโจว อย่างแรกคือประทับใจในความสะอาดของถนนหนทางมากที่สุด ท้องถนนอาจจะมีเสียงดังบ้างจากแตรรถ แต่เมื่อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่คือรถไฟฟ้าเสียงก็เลยไม่ดังอย่างบ้านเรา

วันที่ 2 ซัวเถา  ภาพที่เห็นกับสิ่งที่คิด

จากสถานีกว่างโจวสู่สถานีซัวเถาระยะทาง 409 กิโลเมตร นั่งรถไฟความเร็วปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 3  ชั่วโมง

ซัวเถาเป็นเมืองท่าเก่าแก่ของจีน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง บริเวณโดยรอบของซัวเถา ติดกับเมืองแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้ภาษาและวัฒนธรรมแต้จิ๋วรวมกัน  และจีนแต้จิ๋วเป็นเชื้อสายจีนที่มีมากที่สุดในประเทศไทย

การที่มีพื้นที่ 80% เป็นภูเขา เป็นแม่น้ำ 10% และอีก 10% เป็นพื้นที่เพาะปลูกซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้คนในช่วงเวลานั้น ในขณะที่ภัยธรรมชาติก็เกิดขึ้นบ่อย  ๆ รวมทั้งมีทั้งโจรสลัด โรคระบาด เกิดสงคราม ผู้คนจำนวนมากเลยยอมละทิ้งถิ่นฐาน ลงเรือรอนแรมเดินทางไปหาแผ่นดินใหม่

ปัจจุบันซัวเถามีพื้นที่ประมาณ 2,248 ตารางกิโลเมตร เป็นศูนย์กระจายสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออก ได้รับฉายานามว่า “หน้าด่านแห่งจีนใต้ ประตูตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง”

และได้ยกฐานะขึ้นเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” อย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 2011 มีประชากรทั้งหมดเมื่อปลายปี 2022 ประมาณ 5.78 ล้านคน โดยมีประชากรต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามาประกอบอาชีพทำมาหากินอย่างหนาแน่น

ถ้าบรรดาปู่ทวดของบรรดาจีนโพ้นทะเลฟื้นคืนชีพขึ้นมา ก็คงตกใจนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าซัวเถาจะกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ ที่ทันสมัยและร่ำรวยได้ขนาดนี้ื

เมื่อผู้คนรุ่นก่อนเกิดมาท่ามกลางความยากลำบาก สิ่งที่ถูกบ่มเพาะจนเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของคนแต้จิ๋วก็คือ มีความเป็นนักสู้ จนมีสำนวนจีนที่ว่า “30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน ต้องสู้ ๆ ถึงจะชนะ”

เรื่องราวการสู้ชีวิตของบรรดาบรรพบุรุษของมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย เช่น ธนินท์ เจียรวนนท์ เจริญ สิริวัฒนภักดี ชิน โสภณพนิช น่าจะตอกย้ำสำนวนข้างต้นให้เห็นภาพได้ดีทีเดียว

ซัวเถา วันนี้หน้าตาเป็นอย่างไร ให้ภาพบรรยายแทน

วันที่ 3 อำเภอเถ่งไฮ้-หมู่บ้านโบราณหลงหู-สะพานเซียงจื่อ-สุสานพระเจ้าตากสิน

วันนี้ Marketeer มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมท่าเรือโบราณ จึงลิ้ม ตำบลตงหลี่ อำเภอเถ่งไฮ้ นครซัวเถา ในอดีตเคยเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด ในมณฑลกวางตุ้ง และเป็นท่าเรือที่ชาวแต้จิ๋วใช้อพยพออกนอกประเทศกันด้วย

เถ่งไฮ้ ยังเป็นอำเภอบ้านเกิดของคุณพ่อของท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งค่ายซีพีอีกด้วย  เจ้าสัวธนินท์เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิเกอิ  ไว้ว่า (ขอยกมาเป็นบางส่วน)

“บ้านเกิดคุณพ่อของผมอยู่ที่อำเภอเถ่งไฮ่ เมืองแต้จิ๋ว ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองกวางตุ้ง

ประมาณปี พ.ศ. 2462 คุณพ่อเดินทางมาประเทศไทย สมัยนั้นรัฐบาลไทยสนับสนุนการเข้ามาของชาวจีนโพ้นทะเล ชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนไม่น้อยจึงได้เข้ามาประเทศไทย ปัจจุบันลูกหลานชาวจีนในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 7,000,000 คน หรือคิดเป็น 10% ของประชากรทั้งประเทศ

คุณพ่อนำเมล็ดพันธุ์ที่นำมาจากเมืองจีนขายให้แก่เกษตรกรและส่งขายให้ร้านค้าปลีก ท่านค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบ เมื่อได้เงินก้อนหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2464 คุณพ่อจึงเปิด “ร้านเจียไต๋จึง” ขึ้นบนถนนเยาวราช”

ส่วนเรือ “หัวแดง” ที่จอดอยู่ตามภาพ ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (ค.ศ.1711-1799) ราชสำนักอนุญาตให้พ่อค้าไปค้าขายกับสยาม เมืองแต้จิ๋วจึงได้พัฒนากองเรือ และมุ่งหน้าสู่สยาม หัวเรือทาด้วยสีแดง เพราะเชื่อว่าสีแดงจะสามารถนำพาความโชคดีและหลีกเลี่ยงภัยพิบัติได้

 เสน่ห์ นับพันปี “สะพานกว่างจี้”

สะพานข้ามแม่น้ำหั่งกัง มีอายุประมาณ 800 กว่าปี เป็นสะพานเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง 1 ใน 4 แห่งของจีน มีโครงสร้างแบบผสมผสานระหว่างสะพานตอม่อหินกับสะพานลอยน้ำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

แม้จะผ่านการบูรณะซ่อมแซมและต่อเติมนับครั้งไม่ถ้วน แต่ยังคงสภาพที่มั่นคงสวยงาม เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอย่างมากมายในแต่ละวัน

ที่ปลายสะพานด้านหนึ่งยังมีแผ่นจารึกรายชื่อผู้บริจาคเงินเพื่อสมทบการบูรณะสะพาน โดยมีชื่อของตระกูลเจียรวนนท์ เป็น 1 ในนั้นด้วย

สุสานที่ฝังฉลองพระองค์พระเจ้าตาก

ตกเย็นวันนั้นอากาศที่ซัวเถาเริ่มหนาวลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 11-12 องศา ชาวคณะยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมสักการะสุสานพระเจ้าตากสินมหาราช ที่อำเภอ เถ่งไฮ่ นี้ด้วย

เป็นสุสานที่ไม่ได้มีพระบรมศพประดิษฐานอยู่แต่อย่างใด มีเพียงฉลองพระองค์เท่านั้น

สาเหตุที่มีสุสานฉลองพระองค์ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เป็นเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋ว สถานที่แห่งนี้จึงเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนชาวจีนแต้จิ๋วรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ และยังเป็นดั่งสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ไทยจีนอีกด้วย

วันที่ 4 ศูนย์ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว-ซัวเถา

วันสุดท้ายในซัวเถา แม้จะผ่านตึกสูงมากมายในซัวเถา แต่ไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูป เห็นแต่เมืองที่มีความสะอาดเรียบร้อย ถนนหลายสายยังมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมาก

จนกระทั่งเช้านี้ ได้ไปในเขตเมืองใหม่หนานปิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว-ซัวเถา  ในย่านนั้นจะเห็นอาคารสูง ใหม่ ๆ มากมาย

ส่วนศูนย์ประวัติศาสตร์ โดดเด่นไปด้วยสถาปัตยกรรมแต้จิ๋ว โถงใหญ่ของอาคารมีเรือ อั่งเถ่าจุ๊ง จำลองอยู่ ซึ่งเรือลำนี้ถือเป็นหลักฐานที่เล่าเรื่องราวความยากลำบากของบรรพชนแต้จิ๋วโพ้นทะเล

ภายในอาคารมีทั้งหมด 5 ชั้น ประกอบไปด้วยหอจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พิพิธภัณฑ์เตี๋ยซัวโพ้นทะเล พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองซัวเถา และนิทรรศการผังเมืองซัวเถา

ในศูนย์จัดแสดงวัฒนธรรมฯแห่งนี้มุมหนึ่งยังได้รวบรวมรูปภ่ายของชาวแต้จิ๋วที่ไปประสบความสำเร็จในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกมาติดไว้ด้วย โดยมีรูปบรรพบุรุษของมหาเศรษฐีไทยปรากฏอยู่ เช่น  เจี่ย เอ็กชอ บิดาของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์  คุณชาตรี โสภณพนิช แห่งธนาคารกรุงเทพ เจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งธนาคารศรีนคร และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ฯลฯ

หลังจากนั้นช่วงบ่าย ก็เดินทางกลับเมืองกว่างโจว คราวนี้มีโอกาสได้นั่งรถไฟความเร็วสูง (คนละสายกับขามา) ระยะทาง 373 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น

วันที่ 5 ได้เวลากล่าวคำว่า “จ้ายเกี๋ยง”

เมืองกว่างโจว Marketeer เคยมาครั้งแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ตอนนั้นสภาพบ้านเมืองคล้าย ๆ กับจังหวัดสมุทรปราการบ้านเรา ที่กำลังก่อสร้างถนนหนทาง โรงงาน และอาคารบ้านเรือน

ผู้คนของเขาแทบจะไม่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเลย และแม้จะพักโรงแรมใหญ่แต่หากาแฟดื่มไม่ได้ มีแต่ชาอย่างเดียว

ที่เล่าขานกันมากในยุคนั้น คือห้องน้ำที่ไม่มีประตู มีแผงกั้นบังครึ่งตัว นั่งคุยกันได้

กลับมาวันนี้ ต้องยอมรับว่าเจริญล้ำหน้าสมุทรปราการไปมาก แน่นอนห้องน้ำก็ทันสมัยขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าตึกสวยแค่ไหน หรือภัตตาคารจะหรูหราอย่างไร เรายังสามารถพบห้องน้ำที่ใช้ขันตักราดอยู่ทุกที่ (งงเหมือนกัน)

ที่ชอบอีกอย่างคือมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไฟฟ้าที่จอดไว้ทั่วเมือง ใครจะใช้ไปไหนเพียงแค่สะแกนก็สามารถเอามาขี่ไปได้ทั่วเมือง โดยไม่ต้องเอามาจอดที่เดิม

คนรุ่นใหม่ของเขาสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ประสบการณ์จากการหลงทางในคืนหนึ่งของ Marketeer ตำรวจริมทางสามารถบอกทางด้วยภาษาอังกฤษที่ชัดเจน

คอกาแฟก็ไม่ต้องกังวล จะอเมริกาโน เอกซ์เพรสโซ คาปูชิโน ฯลฯ มีร้านให้เลือกมากมาย รวมทั้งแบรนด์ดังสตาร์บัคส์

ส่วนซัวเถา ไม่เคยมีภาพในหัว เปิดหาภาพก็มีน้อยมาก แต่ก็ได้เห็นแล้วว่าสภาพบ้านเมืองเขาวันนี้เป็นอย่างไร

ทั้ง 2 เมืองไม่ว่าจะมีความทันสมัยขนาดไหน  แต่ในส่วนของบ้านเก่าหรือหมู่บ้านโบราณที่รัฐบาลอนุรักษ์ไว้ก็ยังมีให้เห็นเป็นเสน่ห์กลางเมืองใหญ่ที่น่าสนใจทีเดียว

สุดท้าย ต้องขอขอบคุณ คุณบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะเจ้าหน้าที่บริหาร CPALL คุณประสิทธิ์ ฉกาจธรรม รองกรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการอาศรมสยาม-จีนวิทยา คุณธานี ลิมปนารมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ

รวมทั้งข้อมูลในการเขียนหลาย ๆ เรื่องจาก อาศรมสยาม-จีนวิทยา


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer