ผู้ใช้รถยนต์ในไทยกว่า 40% ไม่ทำประกันรถยนต์ เพราะราคาประกันไม่สอดคล้องรายได้ หันมาใช้ ‘Personalized insurance’ ประกันทางเลือกใหม่ และ ‘ออนไลน์’ จะเป็นช่องทางซื้อ 100% ในอนาคต
ปี 2024 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในแวดวงของธุรกิจประกันภัยเองก็เช่นกัน ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ช่วง ‘ประกันโควิด’ จนให้หลังมา 3-4 ปี ก็ดูเหมือนว่าวงการประกันภัยก็ยังต้องเจอกับพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกใหม่ที่ชื่อว่า ‘ประกันรถยนต์ไฟฟ้า’ และอื่น ๆ อีกมากมายที่จะต้องเตรียมรับมือในอนาคต เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ คือเทรนด์ที่มาแรงมาก ๆ ของทั้งโลก และในประเทศไทยเองก็มีการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด
เมื่อเกิด ‘การเปลี่ยนแปลง’ การรับมือที่ดีที่สุดก็คือการอัปเดตเทรนด์ ไอเดีย และ แนวโน้มใหม่ ๆ อยู่เสมอ
โดย 1 มิ.ย. 2024 การบังคับใช้ ‘เกณฑ์ใหม่ประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV)’ จะมีผลอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้อุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ ต้องเกิดการปรับตัวตามกระแส
นั่นทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยในงาน ‘InsureX FORUM 2024’ ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านประกันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะ มาเล่าในหลาย ๆ ประเด็น
1. ประกันรถยนต์ที่จะออกแบบตามใจผู้ขับขี่
คุณเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า 2-3 ปีหลังมา ประกันแบบ Personalized insurance หรือ ประกันรถยนต์ที่ออกแบบตามการใช้งานออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จากบริษัทประกันภัย
ข้อดีที่เห็นได้ชัดของประกันภัยแบบ Personalized insurance คือการที่ผู้ซื้อจะได้สินค้าประกันในราคาที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานของตนเอง ขับน้อย เสี่ยงน้อย ก็จ่ายน้อย และสำหรับผู้ขายเองก็เปิดโอกาสการขายใหม่ ๆ ให้กับบริษัท
อ้างอิงจาก ‘รถยนต์จดทะเบียนสะสมในไทย 2023’ จำนวน 20 ล้านคัน สัดส่วนทำประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ 12 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 60% ทำให้มีอีกกว่า 40% ที่ยังไม่ทำ ด้วยเหตุผลว่า ‘ราคาประกันไม่สอดคล้องกับรายได้’
โดยประกันแบบ Personalized insurance ก็สามารถที่จะช่วยให้ผู้ใช้รถ ‘จ่ายตามที่ใช้งาน’ ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเป็นรายปีทีละหลักหลายหมื่นบาท และเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ผู้บริโภคจะซื้อออนไลน์ 100%
คุณสิรวิชญ์ ฉายะวาณิชย์ Head of Priceza Money กล่าวว่า ปัจจุบันวงการประกันภัยอยู่ในยุคที่เรียกว่าใช้งานออนไลน์ 50% คือการเก็บข้อมูลติดต่อของลูกค้า และส่งให้ telesales หรือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย โทรไปปิดการขาย แต่ในยุคต่อจากนี้จะก้าวเข้าสู่การ ‘ซื้อประกันออนไลน์ 100%’
ตามสถิติที่ Priceza Money รวบรวมมาในช่วง 5 ปีหลัง (2020-2024) อัตราการซื้อประกันผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์เหตุผลสำคัญ 3 ข้อดังนี้
1. ผู้ใช้รถยนต์ในยุคนี้เป็น Generation ที่คุ้นเคยกับการซื้อของออนไลน์ เกิดการ Digital adoption เรียบร้อยแล้วกับวงการอื่น ๆ สามารถซื้อของชิ้นใหญ่ได้จากใน Platform ร้านค้าออนไลน์ได้โดยไม่ได้มีความกังวลอะไร
2. ซื้อสินค้าในออนไลน์ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้านหรือเจ้าหน้าที่ Priceza Money เปรียบเทียบแพลตฟอร์มซื้อขายประกันออนไลน์ที่อยู่ในเครือเดียวกัน สรุปว่าราคาประกันภัยชั้น 1 เมื่อซื้อผ่านออนไลน์มีราคาถูกกว่าราว ๆ 3,000 – 4,000 บาท
3. ประกันแบบ Personalized เร่งการเปลี่ยนแปลง เพราะการขายประกันแบบ Personalized ลดราคาต่อชิ้นจากหลักหมื่นบาท ลงมาเหลือเพียงหลักพันหรือหลักร้อยบาท ทำให้ต้นทุนการจ่ายเงินเดือนของ telesales หรือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย เมื่อรวมกับคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายแล้ว ไม่สามารถที่จะขายผ่านเจ้าหน้าที่ได้ 100% อีกต่อไป
3. Insurance Content Marketing
คุณจุฑารัตน์ นิ่มมาศ Content Creator (Priceza Money) กล่าวว่า ยุคที่การทำการตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะการยิงโฆษณา (ads) มีต้นทุนที่แพงขึ้นในทุก ๆ วัน Priceza Money เสนอการทำการตลาดแบบ Content Marketing ที่แบรนด์ทำเองแล้วได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ ในเรื่อง ‘Trust’ และ ‘Branding’ อีกทั้งยังส่งผลไปถึง ‘Perfomance’ อีกด้วย
‘Insurance Content Marketing’ จึงเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการทำการตลาดแบบระยะยาว และช่วยให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน
4. ความน่าเชื่อถือมาก่อนราคา
คุณสิรวิชญ์ ฉายะวาณิชย์ Head of Priceza Money กล่าวว่า Priceza Money เก็บสถิติการซื้อประกันภัยรถยนต์ของคนไทยในช่วงก่อนและหลังประกันโควิด การซื้อประกันภัยของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงจาก ‘ซื้อเพราะราคาถูก’ ไปเป็น ‘ซื้อเพราะความน่าเชื่อถือ’
โดยก่อนหน้านี้ที่จะเกิดวิกฤตประกันโควิด พฤติกรรมของผู้ใช้รถส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อประกันราคาถูก โดยไม่ดูชื่อเสียงและขนาดของบริษัทประกันภัยเท่าที่ควร
แต่หลังจากเกิดวิกฤตประกันโควิด ทำให้ผู้บริโภคพิจารณาซื้อประกันภัยเปลี่ยนไป เนื่องจากเกิดการเรียนรู้ว่าบริษัทประกันภัยที่ขายประกันราคาถูกเกินไปอาจจะมีความเสี่ยงในการเคลมไม่ได้ หรือปิดกิจการหากขาดทุนเกินพิกัด
แต่กลับกันบริษัทประกันภัยใหญ่ ๆ ถึงแม้จะขาดทุนจากประกันโควิดหลายพันล้านบาท แต่ก็ไม่ได้มีการจ่ายค่าเคลมช้า และดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ จนได้ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือไปเพิ่มแบบเต็ม ๆ
–


