การลงทุนทำธุรกิจต่างประเทศยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายเสมอ เพราะไม่ใช่แค่มองเห็นโอกาส หรือมีเงินทุนเท่านั้น ที่สำคัญต้องมีความเข้าใจในสังคม ตัวบทกฎหมาย ตลอดจนคอนเน็คชันต่างๆ ที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นรวมทั้งเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจระดับต้นของโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่นักลงทุนต้องการไปลงทุนมากที่สุด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานเนื่องจากเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานจำนวนมาก โดยปัจจุบันญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตามท่ามกลางโอกาสที่มากก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงสูงเช่นกัน

Marketeer เดินทางไปพูดคุยกับผู้บริหาร บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ที่ถูกจับตามองมาหลายปีในตลาดหุ้น ในฐานะบริษัทธุรกิจด้านพลังงานทางเลือกที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดคือความสำเร็จในการดีลโปรเจคไฟแนนซ์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งของความร่วมมือระหว่างบริษัทไทยที่สร้างความสำเร็จในบิ๊กโปรเจคระดับสากล

ญี่ปุ่นขุมทองพลังงานตลอดกาล

“ถามว่าทำไมเราสนใจที่จะไปลงทุนญี่ปุ่น จริงๆ เราศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นตั้งแต่ 2557 ต้องบอกว่าฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเขามีถึง 300,000 เมกะวัตต์ และมีแนวโน้มสูงขึ้นปีละเกือบ 10% ถ้าเทียบกับที่ไทย ฐานอยู่ที่ประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เรามีอัตราเพิ่มประมาณ 10% หรือประมาณ 5,000-6,000 เมกะวัตต์เท่านั้น ดังนั้นคนทั่วโลกจึงมุ่งไปที่ญี่ปุ่น ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”

อย่างที่กันกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง บอกกับเรา ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นคุยธุรกิจกันเองเรียกว่าแทบไม่ต้องทำสัญญาอะไรกันมาก แต่พอเป็นต่างชาติเท่านั้น มาตรฐานการตรวจสอบจะยกระดับขึ้นมาทันที มีขั้นตอนใช้เวลานานเป็นปี กว่าที่จะดีลได้ ซึ่งประธานกันกุลบอกว่าหลายคนเคยเข้าไปก็ต้องถอยกลับมา

คำถามสำคัญคือแล้วกินดีหมีอะไรเข้าไปถึงกล้าเข้าไป…

ความร่วมมือสู่ความสำเร็จ

โปรเจคนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์, และ ธนาคารมิซูโฮ พันธมิตรทางธุรกิจยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น โดยให้การสนับสนุนทางการเงินมูลค่ากว่า 1.18 หมื่นล้านเยน หรือประมาณ 4,100 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เซนได โอคุระ เมกกะโซลาร์กำลังผลิต 38.1 เมกะวัตต์ ณ เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นความสำเร็จทางด้านการผนึกกำลังเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างไทยพาณิชย์ และธนาคารมิซูโฮ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

การฝ่าด่าน “ความเป็นชาตินิยม” ของคนญี่ปุ่นถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารกันกุลบอกกับเรา

 

 

 

“เราโชคดีที่ได้คุยกับ Developer ที่เป็นโลคอลจริงๆ เนื่องจากเราไม่ได้เข้าไปพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้น ถ้าเราเอาชื่อกันกุลไปกู้เพื่อขอโปรเจคไฟแนนซ์อาจจะลงทุนค่อนข้างยาก ก็เลยคุยกันกับ SCB ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับธนาคารมิซูโฮอยู่แล้ว จึงทำให้ความร่วมมือดังกล่าวราบรื่น ต้องขอบคุณทางไทยพาณิชย์ที่เป็นสะพานเชื่อมธุรกิจให้ทางธนาคารมิซูโฮเชื่อใจเรา ซึ่งตอนที่คุยกันครั้งแรกผู้ใหญ่ก็มาคุยด้วยตัวเอง ทั้งรองประธานธนาคารมิซูโฮ และคุณอาทิตย์ นันทวิทยา (CEO SCB) ซึ่งช่วยซัพพอร์ตเรา ก็เลยได้เป็นโปรเจคไฟแนนซ์ 100%” โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการบริหาร อธิบายเสริม

คอนเน็คชันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นักลงทุน นักการตลาดคนไทยต้องให้ความสำคัญ ซึ่งไทยพาณิชย์ได้เข้ามาอุดช่องว่างความต้องการของนักลงทุนไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญทางด้านระบบการเงินของญี่ปุ่น สินเชื่อ ระบบชำระเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และการจับคู่ธุรกิจ เป็นต้น

 

พิธีลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินร่วมระหว่าง บมจ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง กับธนาคารมิซูโฮ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารพันธมิตรในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 1.18 หมื่นล้านเยน เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เซนได โอคุระ กำลังผลิต 38.1 เมกะวัตต์ ณ เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นความสำเร็จทางด้านการผนึกกำลังเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างไทยพาณิชย์ และมิซูโฮ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศอย่างแท้จริง

“ส่วนโครงการที่ 2 ที่คิมิสึ ก้าวหน้าไปกว่า 30% แล้ว คาดว่าน่าจะเสร็จปลายปี 2018 ส่วนโปรเจคต่อไปเรากำลังดูอยู่ที่จังหวัดอิวาคุนิ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น พื้นที่ตรงนั้นแดดจะแรงกว่า มูลค่าการลงทุนอยู่ประมาณ 31,327.80 ล้านเยน หรือประมาณ 10,776.76 ล้านบาท โดยจะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับ Chugoku Electric Power ซึ่งได้รับสัมปทานในการขายไฟฟ้าให้กับ Chugoku Electric Power ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FiT) หน่วยละ 32.00 เยน เป็นระยะเวลา 20 ปี”

“นอกจากญี่ปุ่น เรายังดูในกลุ่ม AEC ทั้งโซลาร์ฟาร์มในมาเลเซีย รวมถึงยังอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสการเข้าไปลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศฟิลิปปินส์ และลงทุนโครงการพลังงานลมที่เมียนมา แต่ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากต้องดูข้อกฎหมาย และคุณภาพของสายส่งที่มีความพร้อมก่อนการเข้าลงทุน”

“เราตั้งเป้า 5 ปี คือปี 2564 บริษัทจะมีโรงไฟฟ้ารวมทุกประเภทที่ผลิตได้ 1,000 เมกะวัตต์ คาดว่าในสิ้นปีนี้จะทำได้ 488 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ 250 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 170 เมกะวัตต์” ผู้บริหารให้ข้อมูล

ผู้บริหารกันกุลแนะนำว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีความน่าสนใจอยู่ในหลายอุตสาหกรรม นอกจากด้านพลังงานทดแทน เช่น เทคโนโลยี ค้าปลีก แฟชั่น และโรงแรม ที่สำคัญคือญี่ปุ่นมีกรอบแนวคิดการเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกในการทำธุรกิจ รวมทั้งมีโอกาสที่ดีที่รัฐบาลเตรียมปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และมีการอำนวยความสะดวกนักลงทุนไทย

สำหรับนักธุรกิจที่สนใจการลงทุนต่างประเทศ หากต้องการคำปรึกษาสามารถพูดคุยกับทีมที่ปรึกษาจากธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อสร้างโอกาสและปัจจัยในการขยายธุรกิจต่อไปได้

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer