ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่แห่งปี “Krungsri Business Forum 2016 : Thailand’s Opportunity” ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจโลก โอกาสธุรกิจไทย” เพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้าธุรกิจของธนาคาร และประชาชนผู้สนใจสำหรับเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มาร่วมสร้างความมั่นใจและชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของธุรกิจที่กำลังจะเติบโต รวมไปถึงแนะแนวการเปิดตลาดการค้าที่น่าสนใจ ท่ามกลางกลุ่มนักธุรกิจและผู้สนใจที่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

 

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวสนับสนุนการทำธุรกิจในฐานะบทบาทของ ธปท.ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ว่า “ท่ามกลางความผันผวนทางการเงินที่จะยังอยู่กับเราในปีนี้และปีหน้า ธปท. ใช้กรอบการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น โดยให้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปริมาณอุปสงค์และอุปทานของเงินตราต่างประเทศ ในกรณีที่ค่าเงินเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรง จนอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเลือกใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดความผันผวนในบางช่วงเวลา”

 

ด้าน ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกานสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในฐานะภาครัฐว่า “อันดับแรกที่สำคัญคือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตในเชิงปริมาณอย่างมีเสถียรภาพและคุณภาพ รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อยกระดับอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ให้ขยับขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ และโครงการเมกะโปรเจ็คต่าง ๆ ที่รัฐเป็นผู้ลงทุนก่อน เพราะเอกชนยังขาดความเชื่อมั่น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นดังกล่าวทำให้ จีดีพี ไตรมาสโตร้อยละ 3.2 ถือว่าเป็นผลที่น่าพอใจ และหวังว่าเอกชนจะให้ความมั่นใจในการลงทุนโครงการต่าง ๆ แทนรัฐได้”

 

 

สำหรับภาคเศรษฐกิจในระดับโลกนั้น มร. Chiwoong Lee เศรษฐกรอาวุโส มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนลีย์ ซิเคียวริตี้ แสดงความเห็นถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ในหัวข้อ World Economic Outlook ว่า “นับตั้งแต่ปี 2014 การค้าโลกมีการหดตัวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากประเทศที่ส่งออกเริ่มมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนประเทศที่ตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องการค้าของตนเองเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันด้านแรงงาน การใช้ทรัพยากรลดลง ผลที่ตามมาคือ การค้าลดลง ซึ่งประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเพราะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาค”

 

ในขณะที่ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวเสริมว่า “ทางด้านการส่งออกของไทยในปีนี้อาจยังต้องเหนื่อยอยู่ เนื่องจากเดิมตลาดหลักสินค้าอุตสาหกรรมของไทย คือ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป เริ่มลดบทบาทความสำคัญลงไป แต่ก็ยังโชคดีที่มีตลาดจีน และประเทศในกลุ่มอาเซียนเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ที่ประเทศไทยเริ่มมีการค้าขายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นประเทศที่กำลังมีอัตราการเติบโตสูง”

 

 

สอดคล้องกับ ตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการเข้ามาของ AEC และ CLMV ที่เริ่มมีความสำคัญ ทำให้ธนาคารกรุงศรีเห็นว่า โอกาสในการลงทุนจึงอยู่ที่ตลาดใกล้ ๆ บ้านเรา ทุกวันนี้จึงเห็นการเติบโตของธุรกรรมการลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น และในหลายประเทศก็เริ่มมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

 

“ช่องทางการลงทุนทางธุรกิจยังคงเปิดกว้างในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ดังนั้นนักลงทุนไทยต้องรีบฉวยโอกาสในช่วงนี้ ก่อนที่จะมีนักลงทุนจากประเทศอื่น ๆ เข้าไป”

 

งานสัมมนาครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่กรุงศรีมุ่งเน้นการให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจ กรุงศรีพร้อมเป็นทีมเวิร์คกับลูกค้าธุรกิจ ด้วยการมอบบริการทางการเงินที่ครบวงจรและสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจ