Trends / หลังไล่ตามสหรัฐฯ อยู่หลายปี วันนี้แทบพูดได้เต็มปากแล้วว่า จีนแซงขึ้นไปยืนหนึ่งเรื่องรถอีวี ผ่านตัวเลขที่มีออกมา อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ออกมาย้ำอีกครั้งจากการแถลงผลประกอบการปี 2024 ของค่ายรถดังของจีน
ปี 2024 BYD ทำยอดขายรวมได้เป็นเงิน 107,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2023 ซึ่งนอกจากมากกว่าที่สื่อใหญ่ด้านเศรษฐกิจ-ธุรกิจและการลงทุนของสหรัฐฯ อย่าง Bloomberg คาดไว้แล้ว ยังแซงหน้า Tesla อีกด้วย
ในกรอบเวลาเดียวกัน Tesla ทำยอดขายรวมเป็นเงิน 97,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) ลดลง 1.1% จากปี 2023
แม้นี่เป็นตัวเลขยอดขายที่รวมไฮบริดเข้าไปด้วย และเฉพาะยอดขายรถอีวี BYD ยังมียอดตามหลัง Tesla เล็กน้อยอยู่ที่ 1.76 ล้านคันต่อ 1.76 ล้านคัน แต่เมื่อมองในภาพรวมก็ถือว่าปี 2024 BYD ชนะ Tesla
ชัยชนะของค่ายรถจีนเหนือคู่ปรับสำคัญสัญชาติอเมริกันยังไม่หมดแค่นั้น โดยไม่นานก่อนหน้านี้ BYD เพิ่งประกาศว่า ได้พัฒนาเทคโนโลยีในการชาร์จไฟฟ้า ที่ใช้เวลาชาร์จแค่ 5 นาทีแต่รถสามารถวิ่งได้ระยะไกลถึง 250 ไมล์ (ราว 402 กิโลเมตร) เหนือกว่าของ Tesla ที่ใช้เวลาชาร์จ 15 นาที แต่วิ่งได้เพียง 200 ไมล์ (ราว 321 กิโลเมตร)

และในเวลาไล่เลี่ยกัน BYD ก็เพิ่งอัปเดตเอไอช่วยขับกับรถรุ่นที่ราคาต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ราว 340,000 บาท) แบบที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่ม ต่างจากเอไอของ Tesla ที่นอกจากต้องจ่ายเพิ่มครั้งแรก 8,000 ดอลลาร์ (ราว 272,000 บาท) เมื่อซื้อรถแล้ว ยังต้องจ่ายรายเดือนอีกเดือนละ 99 ดอลลาร์ (ราว 3,360 บาท) อีกด้วย
กูรูยานยนต์วิเคราะห์กันว่า นี่อาจเป็นปัจจัยช่วยกระตุ้นยอดขายและแต้มต่อให้ฝั่ง BYD เพราะมีเอไอใช้ฟรี ๆ ตรงข้ามกับ Tesla ที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกก้อนใหญ่
ด้าน หวัง เฉินฟู่ ซีอีโอ BYD ยินดีต่อความสำเร็จด้านยอดขาย เป็นการยืนยันว่าค่ายรถที่ตนบริหารอยู่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ เหนือกว่าคู่แข่งต่างชาติ และยังกำหนดทิศทางใหม่ ๆ ให้ในตลาดโลกอีกด้วย
ทว่าความสำเร็จดังกล่าวของ BYD ก็มีความท้าทายรออยู่ โดยแม้เป็นเบอร์หนึ่งแบบทิ้งห่างในจีน และเบอร์ต้น ๆ ของเอเชีย แต่การขึ้นกำแพงภาษีขั้นสูงคงทำให้ปี 2025 BYD เจาะตลาดสหรัฐฯ กับยุโรปได้ยากขึ้น
ในยุโรป BYD ยังจะเจอการสอบสวนเรื่องทุ่มตลาดกับโรงงานที่ฮังการี ซึ่งเป็นแห่งแรกในยุโรป ท่ามกลางรายงานของของสื่อตะวันตก ว่าโรงงานแห่งนี้ได้เงินสนับสนุนก้อนใหญ่จากรัฐบาลจีน นำแรงงานและชิ้นส่วนต่าง ๆ มาจากจีน จนส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป
ด้าน Tesla ก็เผชิญความท้าทายเช่นกันในอนาคตอันใกล้ เพราะ อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla ทำตัวเป็นเหมือนมือขวาของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จนกระทบต่อภาพลักษณ์ Tesla ฉุดยอดขายปี 2024 ตก และปี 2025 อาจฉุดให้สถานการณ์แบรนด์แย่ลงไปอีก
ท่ามกลางรายงานว่าเจ้าของรถ Tesla ในสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหา เพราะอับอายที่ต้องขับรถ Tesla จนต้องหาทางดัดแปลงรถต่าง ๆ นานา หรืออย่างน้อยก็ประกาศตัวว่า แม้ขับรถ Tesla แต่ไม่ชอบ อีลอน มัสก์

และเมื่อต้องการขายก็ราคาตกอย่างมาก เพราะบริษัทซื้อรถมือสองก็ไม่อยากจะรับซื้อ จนต้องจำใจขายทิ้งไปแบบขาดทุน/cnn, bbc
–
