Henri Charpentier (อ็องรี ชาร์ป็องติเยร์) คาเฟ่ขนมหวานแบบโอมากาเสะ ร้านดังจากญี่ปุ่น เตรียมเปิดสาขาแรกในไทย 22 พ.ค. นี้

แม้ชื่อเสียงจะยังใหม่ในไทย แต่อ็องรี ชาร์ป็องติเยร์เป็นร้านขนมหวานชื่อดังแห่งจังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนคลับฟุตบอลเจลีกอาจจะรู้จักชื่อนี้อยู่แล้ว เพราะแบรนด์นี้เป็นพาร์ตเนอร์ของสโมสรวิสเซล โกเบ สโมสรดังลีก J1 ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลระดับสูงสุดของญี่ปุ่น

HENRI CHARPENTIER อ่านว่า อ็องรี ชาร์ป็องติเยร์ แบรนด์จากประเทศญี่ปุ่นที่สามารถหลอมรวมความประณีตแบบฝรั่งเศสเข้ากับความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว เมื่อพูดถึงชื่อนี้สายขนมหวานจะต้องนึกถึงความหรูหรา ประณีต และความอร่อยเอ็องรี ชาร์ป็องติเยร์หนือกาลเวลา

ประวัติ 

ย้อนกลับไปปี 1969 ณ เมืองอาชิยะ ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัฒนธรรม คุณ Naokuni Arita ผู้หลงใหลขนมหวานหลังจากได้ฝึกงานในร้านอาหาร เขาได้เห็นเมนูเครปของร้าน ที่รังสรรค์ขึ้นโดยเชฟขนมหวานชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในยุคต้นศตวรรษที่ 20 นามว่า Henri Charpentier (ชื่อเดียวกับชื่อแบรนด์ เพื่อให้เกียรติต่อผู้บุกเบิกวงการพาทิซเซอรีฝรั่งเศส)

แล้วเกิดความประทับใจ เป็นแรงบันดาลใจให้มาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ของตัวเอง ที่เสิร์ฟกาแฟและขนมหวานตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟ Hanshin Ashiya

Henri Charpentier จะใช้เชฟทักษะสูงเป็นคนรังสรรค์เมนู เพื่อให้รสชาติออกมาดีที่สุด พร้อมกับพัฒนาสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เค้กมีความสดใหม่ และทุกชิ้นต้องทำแบบชิ้นต่อชิ้น ไม่ทำลวก ๆ พร้อมกันเป็นแพ็ก ดังสโลแกนที่ยึดถือว่า “หากลูกค้าต้องการขนมเป็นร้อยชิ้น เราก็จะทำชิ้นเดียวเป็นร้อยครั้ง”

สังเกตได้จากเครื่องตีครีมที่ร้านใช้จะไม่ใช่แบบโรงงานใหญ่ แต่เป็นรุ่นตั้งโต๊ะขนาดเล็กสำหรับใช้ในบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าขนมจะออกมาคุณภาพสูงที่สุด

แม้จะมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น แต่ Henri Charpentier ได้สร้างชื่อเสียงในระดับสากลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศแห่งแรก และยังคงได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากจีน อินโดนีเซีย และไทย ปัจจุบันแบรนด์ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ขนมสไตล์ตะวันตกชั้นนำของญี่ปุ่น และในปัจจุบันมีสาขา 94 สาขาในญี่ปุ่น และอีก 6 สาขาในสิงคโปร์

กลยุทธ์การตลาดของ Henri Charpentier 

ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นที่สามารถขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างมีเอกลักษณ์และมั่นคง

1. การวางตำแหน่งแบรนด์แบบพรีเมียม (Luxury Positioning)

Henri Charpentierสร้างภาพลักษณ์หรูหราประณีต เน้นคุณภาพในทุกมิติ ตั้งแต่รสชาติ บรรจุภัณฑ์ การตกแต่งร้าน ไปจนถึงการให้บริการที่มอบประสบการณ์อันพิเศษให้ลูกค้า ไม่ได้รู้สึกว่าแบรนด์นี้เป็นเพียงขนมหวาน แต่คือการเสพงานศิลปะ เพราะนอกจากจะเลือกวัตถุดิบชั้นเลิศแล้ว ยังออกแบบขนมให้เป็นดั่ง “งานศิลป์บนจาน”

2. การสร้างสตอรี่และจุดยืนทางวัฒนธรรม (Cultural Storytelling)

ชื่อแบรนด์ที่มาจากเชฟฝรั่งเศส ผสมกับศิลปะการทำขนมแบบญี่ปุ่น เป็นการสร้างจุดขายทางวัฒนธรรม (Identity) ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษและน่าจดจำ

3. บรรจุภัณฑ์ลักชัวรี

แบรนด์ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่หรูหราสื่อกลิ่นอายญี่ปุ่น-ฝรั่งเศส ทำให้ผลิตภัณฑ์ ได้รับความนิยมในฐานะของขวัญระดับพรีเมียม ลูกค้าไม่เพียงซื้อเพื่อตนเอง แต่ยังซื้อเพื่อมอบให้คนอื่น ช่วยขยายตลาดและเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำ

ซึ่งผลิตภัณฑ์กล่องของขวัญจะมีการวางขายผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce ญี่ปุ่น เช่น Rakuten, Takashimaya Online หรือบางประเทศที่มีตัวแทนจำหน่าย หรือ pop-up store ตามห้างระดับพรีเมียม เช่นสิงคโปร์ก็จะมีขายผ่าน Takashimaya ช่วงเทศกาลด้วยเช่นกัน

4. ขยายตลาดอย่างมีกลยุทธ์ (Selective Global Expansion)

Henri Charpentierจะเลือกเจาะตลาดต่างประเทศ ในประเทศที่มีลูกค้ากำลังซื้อสูง เช่น สิงคโปร์ (ที่ Marina Bay Sands) และฮ่องกง โดยใช้กลยุทธ์ “Flagship Store” เพื่อโชว์ศักยภาพแบรนด์ในทำเลระดับพรีเมียม เน้นสาขาน้อยแต่มั่นคง แทนที่จะขยายเอาความรวดเร็วแบบ Mass Market

5. มากกว่าขนมหวาน คือประสบการณ์

ร้านจะถูกดีไซน์มาให้สวยงามราวกับเดินเข้าไปในสโตร์แบรนด์หรู บรรยากาศลักซัวรี และบริการแบบ fine-dining หรือ afternoon tea ในบางสาขาที่ญี่ปุ่น เช่น Ashiya Main Store และ Ginza, Tokyo ยังมี live dessert performance (เช่น flambé crêpes Suzette) อีกด้วย

เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการบริการแบบโอมากาเสะในรูปแบบของขนมหวาน (dessert omakase) ที่เน้นมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียม

6. การควบคุมคุณภาพแบบเข้มงวด (Tight Quality Control)

ทุกขั้นตอนการผลิตยังคงยึดแนวคิดญี่ปุ่นที่เน้นความสมบูรณ์แบบ แม้ผลิตในต่างประเทศ ก็ยังนำเข้าวัตถุดิบหลักจากญี่ปุ่น และควบคุมกระบวนการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

เมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาด 

– Crêpes Suzette เครปซูเซ็ตต์จานที่เป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งอ็องรี ชาร์ป็องติเยร์ เครปที่เสิร์ฟพร้อมเปลวไฟสีน้ำเงิน เนื้อเครปนุ่มลื่น ถูกพับอย่างประณีตน่ารับประทาน

– Financier คือ เมนูซิกเนเจอร์ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เป็นฟินองเซียที่ขายดีที่สุดในโลก โดดเด่นด้วยเนยสูตรพิเศษที่มีรสชาติเข้มข้น อันผ่านการหมักล่วงหน้าด้วยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน จากเมืองฮามานากะ ในฮอกไกโด จึงทำให้ฟินองเซียมีรสชาติอร่อยอย่างไม่ต้องสงสัย

– The Short Cake เค้กเนื้อนุ่ม คั่นด้วยรสชาติสตรอว์เบอร์รี่ โดยร้านจะเสิร์ฟขนมบนรถเข็นให้ลูกค้าที่โต๊ะเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน

 

 

Henri Charpentier ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์ขนมหวาน แต่คือสัญลักษณ์ของความประณีต ความสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมการรับประทานที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากพอ ๆ กับรสชาติ มุ่งมั่นรักษาคุณภาพและเอกลักษณ์ไปพร้อมกัน

แม้จะเติบโตและขยายสาขาไปหลายประเทศ แต่แบรนด์ยังยึดหลัก “OMOTENASHI” หรือการบริการด้วยใจแบบญี่ปุ่น และยึดหลักการทำขนมแบบดั้งเดิมผสมผสานกับนวัตกรรมสมัยใหม่ ทำให้Henri Charpentierแตกต่างจากแบรนด์ขนมอื่น ๆ

ด้วยประสบการณ์ว่า 50 ปี พร้อมแล้วที่Henri Charpentierจะมาเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ชั้น G สยาม ทาคาชิมายะ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline