ตลาดรถยนต์ไทยยอดขายทรุด ผู้บริโภคไม่ต้องการภาระผูกพัน ดันเทรนด์ “Car Subscription” รถยนต์ไม่ใช่ Asset แต่เป็น Service ทั้งสำรวจผู้ขับขี่ชี้ชัด ไม่อยากเป็นเจ้าของ แต่พร้อมจ่ายรายเดือน ส่วนดีลเลอร์ได้ผนึกแพลตฟอร์มระบายสต็อก
โอกาสท่ามกลางตลาดซบเซา
ตลาดรถยนต์เช่าในไทย ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยลูกค้ากลุ่มองค์กรเป็นหลัก ผ่านรูปแบบการเช่าดำเนินงาน ซึ่งผู้ประกอบการรับหน้าที่เป็นเอาท์ซอร์สแบบครบวงจร ระยะสัญญาเช่าส่วนใหญ่อยู่ที่ 3-5 ปี
แต่ในกลุ่มลูกค้าบุคคล หากไม่นับตลาดเช่าระยะสั้นซึ่งฟื้นตัวตามการท่องเที่ยว ยังคงเป็นตลาดทางเลือก และอยู่ในความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนค่าเสื่อมราคา และการควบคุมเลขไมล์วิ่งให้อยู่ในระดับคุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่ตลาดยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย อ้างอิง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์นั่งเพื่อการพาณิชย์ในปี 2567 รวมอยู่ที่ 572,675 คัน ลดลงจากปี 2566 ถึง 26.18% เป็นยอดขายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
หากนับเฉพาะยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปี 2567 ลดลง 23% อยู่ที่ราว 224,000 คัน เป็นยอดขายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551
นอกจากนี้ นโยบายสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นจากปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่สูง ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ซึ่งในสภาวะที่ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน บริการ Car Subscription กำลังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของผู้บริโภคและผู้จำหน่ายรถยนต์ เนื่องจากตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานรุ่นใหม่ ชาวต่างชาติ หรือผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการความยืดหยุ่น ไม่มีภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว
ผู้ขับรถรุ่นใหม่ พร้อม Subscription แทนการเป็นเจ้าของรถ
รายงานของ McKinsey คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 รายได้ประมาณ 30% ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจะมาจากบริการรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription) และการใช้รถร่วมกัน (Shared Mobility)
สอดคล้องกับข้อมูลของ Boston Consulting Group ที่คาดการณ์ว่าในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ยอดขายรถใหม่ถึง 15% จะมาในรูปแบบ Subscription ภายในปี 2573 ขณะที่เอเชียจะเป็นตลาดถัดไปสำหรับการสมัครใช้บริการรถ
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Deloitte Global Automotive Consumer Study ปี 2568 ชี้ว่าผู้บริโภควัยรุ่น (18-34 ปี) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 49% ของผู้ตอบแบบสอบถาม แสดงความสนใจใน Car Subscription
คิดเป็นสัดส่วนที่สูงสุดอันดับ 2 เป็นรองเพียง อินเดีย (66%), จีน (56%) และสูงกว่าหลายประเทศเศรษฐกิจหลักโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา (44%), สหราชอาณาจักร (35%), เยอรมนี (33%), เกาหลีใต้ (30%), ญี่ปุ่น (29%)
เสริมแกร่งธุรกิจผ่านการเปิดทางดีลเลอร์ระบายสต็อก เจาะเทรนด์ “ไม่ซื้อก็ขับได้”

คิม จอนส์สัน / นิรันดร์ ตั้งกงพานิช
คุณคิม จอนส์สัน กรรมการผู้จัดการ เอเชีย, คาราสติ กล่าวว่า คาราสติ (Carasti) เป็นแพลตฟอร์มบริการ Car Subscription ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจอยู่ใน 4 ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, ไทย มีสมาชิกใช้งานรวมทุกประเทศ กว่า 2,000 ราย
โมเดล Car Subscription ของคาราสติ จะมีการสมัครสมาชิกที่ทำได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริการจัดส่งรถถึงหน้าบ้าน โดยชำระค่าบริการเป็นรายเดือน
ระยะสัญญาอยู่ที่ 1, 2, 3 ปี สำหรับรถใหม่ป้ายแดง และสัญญา 3, 6, 12 เดือนสำหรับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว โดยผู้ใช้ไม่ต้องผ่านกระบวนการขอสินเชื่อหรือวางเงินดาวน์ ทั้งครอบคลุมประกันภัยชั้น 1 และบุคคลที่ 3, ภาษีรถยนต์, การบำรุงรักษา และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
โดยคาราสติมองว่า ไทย นับเป็นประเทศที่กำลังมีศักยภาพสำหรับตลาด Car Subscription ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มคาราสติมีรถยนต์ให้เลือกทั้งหมด 8 ยี่ห้อ รวม 30 รุ่นย่อย รถยนต์นั่งขนาดกลาง เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นประเภทรถยนต์ที่ได้รับความสนใจสูงสุดสำหรับผู้ใช้ในไทย
หากแบ่งผู้ใช้ในไทยของคาราสติเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ใหญ่ ที่เคยมีรถมาก่อนและต้องการความยืดหยุ่นในการใช้รถ, กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ถนัดใช้เทคโนโลยี กำลังเก็บเงินซื้อบ้าน และต้องการความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง และกลุ่มที่กำลังเติบโตอย่างสูงอย่าง กลุ่มองค์กร ที่ต้องการโซลูชั่นการเช่ารถที่ยืดหยุ่นกว่าสัญญาเช่าแบบ 5 ปี
คาราสติทำตลาด Car Subscription ในไทยมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานสูงสุดอันดับ 2 จาก 4 ประเทศที่ทำตลาดอยู่ โดยยังคงเดินหน้าขยายจำนวนรถในแพลตฟอร์ม พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานเพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มคนทำงาน ชาวต่างชาติ และภาคธุรกิจ
ล่าสุด คาราสติได้ประกาศความร่วมมือกับ ‘ชุนหลี ปราจีนบุรี’ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ดอย่างเป็นทางการในจังหวัดปราจีนบุรี, สระแก้ว และฉะเชิงเทรา โดยคาราสติจะเป็นช่องทางดิจิทัลใหม่ที่ช่วยระบายสต็อกรถได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องลดราคา สร้างยอดขาย และรายได้ใหม่ รวมถึงเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่อยู่นอกพื้นที่การขายแบบเดิม
คุณนิรันดร์ ตั้งกงพานิช เจ้าของและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชุนหลี ปราจีนบุรี จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับคาราสติจะช่วยให้บริษัทสามารถนำเสนอบริการเข้าถึงรถยนต์ฟอร์ดรุ่นใหม่โดยไม่ต้องลงทุนสินทรัพย์ล่วงหน้า (Zero Capex) ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์ แต่ยังเป็นทางเลือกขยายช่องทางธุรกิจให้เติบโต”
