Trends / ซีรีส์อังกฤษ Adolescence คว้าความสำเร็จได้อีกครั้งด้วยการแซงหน้า Stranger Things ขึ้นแท่นเป็นซีรีส์ภาษาอังกฤษที่มียอดรับชม (View) สูงเป็นอันดับ 2 ของ Netflix โดยความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำคุณภาพของเนื้อหา แต่ยังสะท้อนถึงพลังของซีรีส์ที่สามารถจุดประกายประเด็นสังคมสำคัญและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกในวงกว้างอีกด้วย

Netflix เผยว่ายอดวิวของ Adolescence นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อมีนาคม 2025 เพิ่มขึ้นมากถึง 141.2 ล้านครั้งแล้ว ทำให้ขึ้นเป็นซีรีส์ภาษาอังกฤษที่มียอดรับชมสูงสุดอันดับ 2 เรื่องใหม่ แซง Stranger Things ซีซัน 4 ที่มียอดวิวอยู่ที่ 140.7 ล้านครั้ง
อย่างไรก็ตาม อันดับหนึ่งยังคงเป็นของ Wednesday ซีซันแรก ด้วยยอดวิว 252.1 ล้านครั้งภายใน 91 วันแรกของการเผยแพร่ ส่วนซีรีส์ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่มียอดวิวสูงสุดคือ Squid Game ซีซันแรก ด้วยยอดวิว 265.2 ล้านครั้ง

ความสำเร็จของ Adolescence เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังคว้า 3 รางวัลจากเวที Gotham TV Awards คือ รางวัลซีรีส์แบบจำกัดตอน (Limited Series) ยอดเยี่ยม รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก สตีเฟน แกรห์ม ผู้รับบทพ่อที่ต้องจมทุกข์กับความผิดในการเลี้ยงดูลูก และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก โอเวน คูเปอร์ เด็กมัธยมต้นที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญ
สำหรับ Adolescence บอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายวัยเพียง 13 ปีที่ถูกจับกุมในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมชั้นหญิง โดยตัวซีรีส์ได้รับคำวิจารณ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยกย่องว่าสามารถจุดประเด็นสนทนาที่สำคัญเกี่ยวกับอันตรายของ Manosphere หรือกลุ่มออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเด็กชายและผู้ชายวัยหนุ่มให้สุดโต่ง
ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในสังคมอังกฤษยุคปัจจุบันที่เด็กและเยาวชนใช้เวลาส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยไม่มีการควบคุมหรือคำแนะนำที่เพียงพอ ซีรีส์เรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ควรให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจโลกออนไลน์ที่เด็กๆ เข้าถึง การเฝ้าระวังเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดให้แก่พวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแนวคิดที่เป็นอันตราย ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือแม้แต่ก่ออาชญากรรมได้
Adolescence จึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญ สำหรับการพูดคุยถึงความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตรหลานในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารและอิทธิพลทางความคิดไหลบ่าอย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน
นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ ได้กล่าวชื่นชมซีรีส์เรื่องนี้ว่า ได้ทำหน้าที่เป็นคบเพลิงที่ส่องสว่างอย่างเจิดจ้าในประเด็นต่างๆ ที่หลายคนไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร จนต่อมารัฐบาลอังกฤษก็ได้หันมาใส่ใจการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของเด็กๆ และการเลี้ยงดูลูกในสังคมยุคนี้มากขึ้น
นอกเหนือจากเนื้อหาที่เข้มข้นและการแสดงอันทรงพลังแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังได้รับคำชมอย่างล้นหลามด้านเทคนิคการถ่ายทำ โดยเฉพาะการถ่ายทำฉากยาวๆ โดยไม่ตัดต่อ (Long Take) ซึ่งช่วยเพิ่มอารมณ์ร่วมและความต่อเนื่องของเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม
เทคนิคนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงฝีมือของทีมงานเบื้องหลัง แต่ยังช่วยให้ผู้ชมดำดิ่งเข้าสู่สถานการณ์และอารมณ์ของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง สร้างประสบการณ์การรับชมที่สมจริงและน่าจดจำยิ่งขึ้น การที่ซีรีส์ใช้เทคนิคนี้ได้อย่างลงตัวจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Adolescence แตกต่างและโดดเด่นจากซีรีส์เรื่องอื่นๆ

ซีรีส์นี้เป็นผลงานของ Plan B บริษัทของ แบรด พิตต์ ยังได้รับการคาดหมายว่าจะมีชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy ในหลายสาขาสำคัญ ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อในเดือนกรกฎาคมนี้อีกด้วย
ส่วนอนาคตของซีรีส์ มีรายงานว่าเริ่มมีการพูดคุยถึงการสร้างซีซันที่สอง แต่ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียด โดย สตีเฟน แกรห์ม ได้เผยว่ามีความเป็นไปได้ แต่ต้องดูงบ และทิศทางการพัฒนาเนื้อเรื่องให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
ความสำเร็จของ Adolescence บน Netflix ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงคุณภาพของงานโปรดักชั่นและการแสดง แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของเนื้อหาที่สามารถกระตุ้นความคิดและเปิดประเด็นสำคัญที่ถูกมองข้ามในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการเลี้ยงดูเด็กๆ ในยุคดิจิทัล โดยการที่ซีรีส์สามารถครองใจทั้งผู้ชม นักวิจารณ์ และแม้กระทั่งผู้นำทางการเมือง รวมถึงสะท้อนถึงพลังของสื่อในการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นจึงต้องจับตาว่าจะคว้ารางวัลเพิ่มในเวทีใดได้อีกและซีซันสองที่อาจตามมาจะจุดประเด็นใหม่เพิ่มจนเกิดแรงกระเพื่อมทางสังคมได้อีกหรือไม่ / theguardian
