ปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีนกำลังเผชิญหน้ากับสงครามราคาที่ดุเดือด ส่งผลให้ค่ายรถ และ เซลส์ ต่างประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ทั้งในประเทศจีนเองและในสายตานานาชาติ
ตลาดรถอีวีในจีนกำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “การแข่งขันที่มุ่งสู่จุดต่ำสุด” โดยมี BYD ค่ายรถอีวีรายใหญ่ของจีนเป็นผู้นำในการลดราคาอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น รถยนต์รุ่น Seagull mini hatchback ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกที่สุดของ BYD มีราคาลดลงจากราว 72,000 หยวน (ราว 325,000 บาท) เหลือเพียงราว 55,000 หยวน (ราว 248,000 บาท) เท่านั้น

การลดราคาครั้งนี้ส่งผลให้แบรนด์อื่นๆ ต้องลดราคาตามเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้ผลกำไรของค่ายรถและเซลส์ลดลงอย่างมาก หม่า ฮุย เซลส์ในตลาดรถยนต์มือสองกรุงปักกิ่งเปิดเผยว่า เซลส์รถยนต์มือสองส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีบริษัทจำนวนมากผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ออกมามากเกินไป จนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด
ความกังวลเกี่ยวกับสงครามราคาได้แพร่หลายไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยสื่อของทางการจีน อย่าง People’s Daily วิจารณ์ว่า “สงครามราคาในอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่นำไปสู่หนทางใด และไม่มีอนาคต” โดยเตือนว่าสงครามราคาที่ไม่เป็นระเบียบจะบีบคั้นผลกำไรตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด และเสี่ยงต่อการลดลงของรายได้ของแรงงาน
ขณะที่ เว่ย เจี้ยนจวิน ประธานค่ายรถ Great Wall Motor ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์กับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่าง Evergrande
บริษัท Evergrande เคยเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาลกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.15 ล้านล้านหยวน หรือ 9.7 ล้านล้านบาท) และไม่สามารถชำระคืนได้ตามกำหนดในปี 2021 ซึ่งเป็นผลมาจากการกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว และนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการลดการกู้ยืมในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงเกินไป
การล้มละลายของ Evergrande สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และระบบการเงินของจีน เนื่องจากมีหนี้สินจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ผู้รับเหมา และผู้ซื้อบ้านที่ได้จ่ายเงินไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับบ้าน ดังนั้นการล่มสลายของ Evergrande จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเปราะบางทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ผิดพลาดในภาคส่วนสำคัญของประเทศ โดย เว่ย เจี้ยนจวิน เตือนว่าวิกฤตการณ์ที่คล้ายคลึงกับ Evergrande อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถอีวีก็เป็นได้

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ได้ออกมาเรียกร้องให้ค่ายรถหยุดทุ่มตลาด ขายรถยนต์ที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต โดยได้ระบุว่า BYD ว่าเป็นผู้เริ่มต้นลดราคาอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้หลายบริษัทต้องลดราคารถอีวีตาม ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกเรื่องสงครามราคารอบใหม่
อย่างไรก็ตาม BYD ได้ออกมาปฏิเสธโดยตอบโต้ว่าเป็นการสร้างความตื่นตระหนก พร้อมยืนยันว่ายังเชื่อมั่นในการแข่งขันที่เป็นธรรม
ประเด็นที่กำลังถูกจับตาในตลาดรถอีวียังไม่หมดแค่นั้น โดยยังมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า รถยนต์มือสองระยะทางศูนย์ ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อช่วยค่ายรถและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปั่นยอดขาย โดยมีการจดทะเบียนและติดป้ายทะเบียนรถยนต์ และทำเครื่องหมายว่าขายแล้ว แต่ยังไม่มีการขับขี่ใช้งานจริง
บรรดาเซลล์ขายรถในจีนเห็นตรงกันว่าผลกระทบของการแข่งขันที่รุนแรงต่อผู้บริโภคที่ลังเลที่จะใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากอาจเลือกที่จะรอ
จากสถานการณ์ทั้งหมดจึงเป็นการสะท้อนว่า สงครามราคาในตลาดรถอีวีของจีนกำลังสร้างความท้าทายอย่างมากให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านผลกำไรของค่ายรถและเซลล์ ความยั่งยืนของธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจจีน และอาจมีผลกระทบต่อตลาดโลกได้ในที่สุด โดยบทเรียนจากการล้มละลายของ Evergrande แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเติบโตที่ไม่สมดุลและการขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรม EV ในจีนต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง / cnbc
