เท็ดดี้ เฮาส์ ตุ๊กตาหมี 74 ล้าน

 

เชื่อไหมว่า ตุ๊กตาหมี แสนน่ารัก เปลี่ยนชุดได้ แบรนด์ เท็ดดี้ เฮาส์ เป็นของคนไทยแต่ไม่ใช่ของแพนเค้ก เขมนิจ แถมมีรายได้ถึง 74 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา แถมยังมีสาขาในอินโดนีเซีย จีน และแคนาดา อีกด้วย

ความจริง เท็ดดี้ เฮาส์ เป็นของปิตุภูมิ หิรัณยพิชญ์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของเท็ดดี้ เฮาส์ แบรนด์ตุ๊กตาหมีที่มีอายุมากกว่า 17-18 ปี มีจุดเริ่มต้นจากปิตุพร แม่ของปิตุภูมิ มีธุรกิจโรงงานตุ๊กตา รับจ้าง OEM ผลิตตุ๊กตาตามออเดอร์ลูกค้าที่ได้รับคุณภาพมาตรฐานยุโรป และหนึ่งในนั้นคือห้างแฮรอดส์ ในลอนดอน จนมาวันหนึ่งธุรกิจโรงงานตุ๊กตา OEM เกิดการแข่งขันสูงและส่วนใหญ่เน้นสู้ตลาดด้วยราคา ปิตุพรจึงคิดจะทำตุ๊กตาหมีแบรนด์ตัวเองเห็นผลคือเพราะชอบตุ๊กตาหมีเป็นการส่วนตัวและใช้ชื่อว่าเท็ดดี้ เฮาส์ ตุ๊กตาหมีที่เปลี่ยนชุดได้ตั้งแต่นั้นมา

 

 แม้เท็ดดี้ เฮาส์จะมีอายุ 17-18 ปี เป็นหนุ่มสาวสะพรั่ง แต่จุดเปลี่ยนของแบรนด์นี้มาจาก 9 ปีที่ผ่านมาหลังปิตุภูมิ ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามารับไม้ต่อและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดขยายสู่แฟรนไชส์ในตลาดหัวเมืองต่างจังหวัด เพื่อขยายสาขาที่รวดเร็ว รวมถึงการร่วมทุนกับแพนเค้ก เขมนิจ ในช่วงที่แพนเค้กเป็นแฟนกับเวียร์ เปิดร้านเท็ดดี้ เฮาส์ สยามสแควร์ ต่อยอดชื่อเสียงของแพนเค้ก สร้าง Awareness ให้กับแบรนด์ในวงกว้างขึ้น จนใครหลายคนเข้าใจผิดว่า เท็ดดี้ เฮาส์ เป็นของแพนเค้กเลยก็มี

ธุรกิจของเท็ดดี้ เฮาส์ไม่ใช่สวยหรูโรยด้วยกลีบกุหลาบให้ตุ๊กตาหมีเดินผ่านอย่างเดียว ปิตุภูมิ ยอมรับว่า เขาเคยเรียนรู้จากการผิดพลาดอย่างการบุกตลาดต่างประเทศ โดยเขามองเวียดนามเป็นประเทศแรกของการเปิดตลาดเพราะคิดว่าเป็นตลาดที่เติบโตหวานหมี แต่ความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมคนเวียดนามในการซื้อสินค้าต่างจากคนไทยมาก เท็ดดี้ เฮาส์ จึงต้องยกทัพกับบ้านไป ก่อนที่จะกลับมาเปิดที่อินโดนีเซีย เพราะคนอินโดมีพฤติกรรมการช็อปเหมือนคนไทย ก่อนขยายไปจีน จากการมองเห็นคนจีนมาเหมาตุ๊กตาหมี เท็ดดี้ เฮาส์ ในเชียงใหม่และภูเก็ตจำนวนมากเป็นต้น

ถ้าดูจากตัวเลขที่แจ้งกระทรวงพาณิชย์ เท็ดดี้ เฮาส์มียอดรายได้ที่ตกต่ำในช่วงปี  2556-2557 ช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ลดลง การซื้อตุ๊กตาหมีและเสื้อผ้าให้น้องตุ๊กตาก็ลดลงตามมาจากการมองเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย แถมยังมีของลอกเลียนแบบออกมาอีก ธุรกิจเท็ดดี้ เฮาส์หาทางออกด้วยการปรับธุรกิจจากการขายในรูปแบบรีเทลอย่างเดียวขยายสู่ไลเซนส์รับทำหมีเท็ดดี้ เฮาส์ให้กับองค์กร สามารถดีไซน์คาเรคเตอร์ปรับเปลี่ยนสีหมี เสื้อผ้า และคิดโลโก้ได้ตามต้องการ การปรับตัวนี้ทำให้เท็ดดี้ เฮาส์เริ่มมีรายได้กลับมา

ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงของเท็ดดี้ เฮาส์ ในส่วนที่ร่วมกับแพนเค้กด้วยการปิดสาขาสยามสแควร์ 11 ในต้นปี 2559 เดาว่าน่าจะหมดสัญญา และมาเปิดใหม่ในชื่อ Teddy Castle by Teddy House ที่ทองหล่อที่ใหญ่อลังขึ้นเพื่อหวังดึงดูดลูกค้าต่างชาติและคนไทยกระเป๋าหนักมากขึ้น

เล่ามาซะยาว มาสรุปดีกว่าเท็ดดี้ เฮาส์ มีกลยุทธ์อะไรที่น่าสนใจ

  1. ตุ๊กตาหมีหน้าตาน่ารัก มีเสื้อผ้าให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ชุดใส่เที่ยวจนถึงชุดรับปริญญาดึงดูดลูกค้าซื้อไว้เล่นเองหรือมอบในโอกาสต่างๆ ส่วนตัวมองว่าชุดค่อนข้างแพง แค่กางเกงในหมียังตัวละ 90 บาท
  2. สร้าง Awareness ในวงกว้างผ่านแพนเค้ก ด้วยการร่วมทุนกับแพนเค้กเปิดเท็ดดี้ เฮาส์ สยามสแควร์
  3. หาซื้อง่ายมีขายตามห้าง มีการจัดวางหมีขนาดใหญ่ดึงดูดผู้พบเห็น และมีในหัวเมืองต่างจังหวัด โดยในกรุงเทพ เท็ดดี้ เฮาส์จะเป็นผู้ลงทุนเอง ส่วนต่างจังหวัดและต่างประเทศทำตลาดผ่านแฟรนไชส์ ในโมเดล 1 ร้าน 1 แฟรนไชส์ ในระยะเริ่มต้นธุรกิจของแฟรนไชส์เท็ดดี้ เฮาส์จะเข้ามาแนะนำการตลาด การจัดร้านและภาพรวม ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ 30 สาขา
  4. ขยายไปยังต่างประเทศ มีในอินโดนีเซีย 13 สาขา จีน 2 สาขา แคนาดา 1 สาขา
  5. มีขายผ่านอีคอมเมิร์ซผ่านเว็บ com
  6. มีสินค้าลายหมีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตุ๊กตาหมี เช่นหมอน กระเป๋า ผ้าพันคอ รองเท้าสลิปเปอร์ สมุด ปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด ยางลบ แฟ้มเอกสาร โอ้เยอะ
  7. ขยายสู่ธุรกิจไลเซนส์ รับทำหมีออกแบบเองได้ให้กับองค์กร
  8. ในสาขา Teddy Castle by Teddy House มีเปิด เท็ดดี้ เฮาส์คาเฟ่ และเวิร์คช็อปเมื่อซื้อสินค้าครบตามกำหนด โมเดลเดียวกับสยามสแควร์

การเดินทางเพียง 17-18 ปีของเท็ดดี้ เฮาส์ ไม่ใช่แค่เรื่องหมีๆ ที่น่ารัก แต่มันมาพร้อมกับแนวคิดการตลาดที่สร้างการเติบโตได้อย่างน่าสนใจ