ในปัจจุบันที่หลายประเทศต่างก็ผลักดันอำนาจอ่อน หรือ Soft Power เพื่อเป็นประตูสู่การโปรโมตประเทศ และสินค้าต่างๆ บนเวทีโลก พร้อมช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกและก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
มีประเทศหนึ่งที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมานานแล้ว และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี จนปัจจุบัน Soft Power ดังกล่าวดังไปทั่วโลก ก่อเกิดเป็นธุรกิจมากมายที่มีมูลค่าสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)
Soft Power ดังกล่าวคือ โยคะ ศาสตร์เก่าแก่ของอินเดียที่ทั่วโลกรู้จักดี โดย โยคะ มีประวัติสืบย้อนไปไกลราว 3,000 ถึง 6,000 ปี และเป็นการผสมผสานการทำงานของร่างกาย จิตใจ และลมหายใจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสมดุลผ่านการฝึกท่าทางต่างๆ (อาสนะ)

เช่น เทคนิคการหายใจ การทำสมาธิ และหลักจริยธรรม ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โยคะได้พัฒนาจากกิจกรรมเพื่อสุขภาพ สู่สัญลักษณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และบทบาททางวัฒนธรรมของอินเดียในเวทีโลก ซึ่งเรื่องนี้มีที่มาน่าสนใจ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ที่ผลักดันให้สหประชาชาติ (UN) ประกาศให้วันที่ 21 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันโยคะสากล” เมื่อปลายปี 2014
ซึ่งก่อนหน้านั้นในปีเดียวกันอินเดียก็ได้ตั้ง กระทรวงอายุษ (AYUSH) ขึ้นมาเพื่อดูแลด้านการแพทย์แผนโบราณโดยตรง พร้อมขับเคลื่อนการส่งเสริมโยคะทั้งในและต่างประเทศ
นำมาสู่การร่วมมือกับหลายชาติในยุโรป และองค์กรระดับภูมิภาคอย่าง ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) อีกทั้งยังได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดตัวแอปพลิเคชัน Myoga เพื่อเผยแพร่โยคะไปทั่วโลกอีกด้วย
ข้ามมาสู่วันที่ 21 มิถุนายน 2023 นายกฯ โมดีก็ได้เป็นผู้นำการเฉลิมฉลองวันโยคะสากล ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่เขาเคยเสนอแนวคิดนี้เป็นครั้งแรกนั่นเอง
ไชยธันยา ปราสาด อดีตข้าราชการอินเดีย มองว่า โยคะคือพลังที่สร้างความสามัคคีในโลกที่แตกแยกและผันผวน เขากล่าวว่า ทุกครั้งที่มีคนคลี่เสื่อโยคะเพื่อเริ่มฝึกฝน พวกเขากำลังเชื่อมโยมกับมรดกอันล้ำค่าของอินเดีย และนี่คือ Soft Power ของอินเดียโดยแท้

นอกจากนี้ โยคะ ยังทำหน้าที่ทางการทูตอีกด้วย โดย อาเจย์ ดาร์ชาน เบหรา ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า การสนับสนุนโยคะในต่างแดนคือ การทูตเชิงวัฒนธรรมในระดับรากหญ้า ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ซึ่งมักจะแข็งแกร่งกว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ
จุดเด่นที่สำคัญคือ การส่งเสริมโยคะของอินเดียไม่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามจากนานาชาติ ซึ่งต่างจากอำนาจทางการทหารหรือเศรษฐกิจ เพราะโยคะไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่ใช้ความรุนแรง และมีเสน่ห์ที่เป็นสากล มันจึงสามารถสร้างอิทธิพลได้อย่างเงียบๆ จนกล่าวได้ว่าโยคะคือ Soft Power อย่างแท้จริง
จากแผนโปรโมตดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน โยคะคือธุรกิจใหญ่ โดยมีการประเมินกันว่ามูลค่าตลาดของโยคะทั่วโลกอาจสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)
ทว่า โยคะ ก็ไม่ต่างจากกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องเผชิญวิจารณ์ในด้านต่างๆ เริ่มจาก การเน้นเรื่องทำการตลาดและการค้ามากเกินพอดี ทำให้เกิดคลาสเรียนสุดหรูที่ราคาแพง
ต่อด้วยการสร้างภาพให้ดูเป็นกิจกรรมของเศรษฐีผิวขาว รูปร่างผอมเพรียว ซึ่งเป็นการสร้างค่านิยมความงามแบบเหมารวมและกีดกันคนกลุ่มอื่น นอกจากนี้ โยคะยังกลายเป็นกิจกรรมของคนชั้นสูง ทำให้คนชายขอบรู้สึกว่าเข้าถึงได้ยาก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินเดียเองก็ถูกวิจารณ์ว่า ใช้โยคะเป็นเครื่องมือทางการเมือง จนอาจทำลายความเป็นสากลและลดทอนแก่นแท้ทางจิตวิญญาณของศาสตร์เก่าแก่เพื่อกายและใจนี้ ลงไปอย่างน่าเสียดาย / dw
