GUSS DAMN GOOD ไอศกรีมที่เรียกตัวเองว่าเป็น “เนิร์ดไอศกรีม”

แบรนด์ไอศกรีมสัญชาติไทยแท้ แต่เกิดขึ้นที่บอสตันในปี 2014 มี Co-Founder สองคนซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียน MBA ที่บอสตัน คือ ระริน ธรรมวัฒนะ และ นที จรัสสุริยวงค์

ทั้งสองไปเจอกันอินไซต์ว่าคนอเมริกันทานไอศกรีมในฤดูหนาว เพื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาอันอบอุ่นในฤดูร้อน จึงมองไอศกรีมเป็นมากกว่าแค่ขนมหวาน แต่เป็น ‘ตัวส่งผ่านความรู้สึก’ จึงเอาคอนเซปต์ไอศกรีมส่งผ่านเรื่องราวเช่นนี้มานำเสนอในตลาดเมืองไทย

ทุกเมนูของแบรนด์นี้จึงตั้งชื่อได้แบบไม่ธรรมดา เช่น Lonely Night, Not Too Late, Full Moon Lover คราฟต์ด้วยปรัชญา Story-to-Flavor ให้ลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียง “ไอศกรีม” แต่ซื้อ “ความรู้สึกและเรื่องราว” ที่แบรนด์ตั้งใจส่งต่อ

ย้อนกลับไปยุค 10 ปีก่อน ตลาดไอศกรีมในไทยแข่งกันที่การเติมท็อปปิ้งล้น ๆ ลูกค้าเลือกเติมได้หลากหลาย แต่ยังไม่มีร้านใดนำเสนอไอศกรีมสโคนที่เน้นเนื้อสัมผัสของไอศกรีมเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นเซกเมนต์พรีเมียมที่มีราคาสูงไปเลย แต่คุณระรินและคุณนที ไม่ได้ต้องการทำราคาให้สูงมาก เพียงแต่อยากจะทำคราฟต์ไอศกรีมพรีเมียมอันแข่งกันที่เอกลักษณ์ สตอรี่แบรนด์มากกว่า  ซึ่งในเซกเมนต์ยังไม่มีผู้เล่น

แม้ในเวลาต่อมาจะมี 2-3 เจ้า ที่ก้าวเข้ามาเล่นในตลาดคราฟต์ไอศกรีมบ้าง แต่ชื่อของ Guss Damn Good  กลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคจดจำได้ไปแล้ว ด้วยสตอรี่แบรนด์ที่ชัดเจน กลยุทธ์การคอลแลบส์ที่โดดเด่น สร้างกระแสอยู่หลายครั้ง

และด้วยเรื่องราวของแบรนด์ที่แข็งแกร่งนี้ เป็นหนึ่ง Key Success ที่ทำให้แบรนด์ใหญ่ต่างอยากหยิบเรื่องราวที่น่าสนใจไปร่วมเล่าต่อด้วย เกิดเป็นแคมเปญ Collaboration ที่น่าสนใจมากมาย และต่อยอดเป็นรสชาติใหม่ ๆ มากกว่า 200 รสชาติ

เอกลักษณ์ของไอศกรีมของ GUSS DAMN GOOD คือ เนื้อสัมผัสแบบ ‘บอสตัน’ เนียน นุ่ม เหนียวหนึบ แต่ไม่หนักเกินไป

นที จรัสสุริยวงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Guss Damn Good กล่าวว่า ช่วงเริ่มต้นทั้งคู่ยังทำสูตรกันเองใน Excel ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์แบบวิศวกรรมในการก่อร่างธุรกิจ ประกอบกับองค์ความรู้จากธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว  ในปีแรก Guss Damn Good  มียอดขายหลักแสนบาท แต่สำหรับปีที่ผ่านมา 2567 สามารถสร้างยอดขายรวม 100 ล้านบาท

จากร้านเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ Guss Damn Good ค่อย ๆ สร้างฐานแฟนด้วยการบอกต่อ (Word of Mouth) ในโซเชียล ก่อนขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าและจุดสำคัญรวมกว่า 20 สาขาทั่วกรุงเทพฯ จนกลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่รู้จักและยอมจ่าย ซึ่งตรงกับกลุ่มลูกค้าหลักคือ First Jobber อายุ 25 ปีขึ้นไป

นอกจากนั้นยังอาศัยกลยุทธ์ Storytelling Marketing อย่างเข้มข้นเพื่อสร้างคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนและแตกต่าง ทั้งชื่อร้านและบรรยากาศที่เลือกใช้โทนเข้ม มินิมอล ไม่ใช่ร้านหวานสดใสแบบไอศกรีมทั่วไป และชื่อเมนูที่เหมือนกำลังให้เลือกอารมณ์ผ่านชื่อรสชาติ

โดยล่าสุด เตรียมเสิร์ฟ Guss Damn Good ที่ COPPER บุฟเฟต์นานาชาติระดับพรีเมียมบน GAYSORN AMARIN  ทั้ง 7 รสชาติยอดฮิตเสิร์ฟแบบบุฟเฟต์ เพื่อฉลองครบรอบ 9 ปีคอปเปอร์ 

7 รสชาติที่กล่าวถึง ได้แก่

  1. Here’s Your Damn Good Chocolate (70% Dark Chocolate : ดาร์กช็อกโกแลต 70%)
  2. Maine Rocky Coast (Sea Salt Almond Brittle: เกลืออัลมอนด์)
  3. Summer Smile (Salted Vanilla Speculoos: วานิลลาเกลือคุกกี้)
  4. Greek Yogurt Biscoff Crunch (กรีกโยเกิร์ต บิสคอฟครันช์)
  5. Vanilla Madagascar Blend (วานิลลามาดากัสการ์)
  6. Uji Matcha (อูจิมัทฉะ จากเมืองอูจิ จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น)
  7. Tokyo Mist (Yuzu: ยูสุ)

 

บริษัทยังมีแบรนด์ลูกอีก 3 แบรนด์ด้วยกัน คือ “จรัส” แบรนด์ไอศกรีมทอดเข้าใจง่าย, Balcony Cream tea ไอศกรีมทำจากชาไต้หวัน และ  Adam n Eve โยเกิร์ตซอฟต์เสิร์ฟรักสุขภาพ

ปี 2568 ขยายสาขาเพิ่ม 2 แห่ง สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์การค้า แต่จะเป็นครั้งแรกในการบุกต่างจังหวัดปักหมุดที่ภูเก็ตและเขาใหญ่

อย่างไรก็ดี ด้วยต้นทุนโกโก้ที่พุ่งสูงทำให้แบรนด์แบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเฉพาะรสช็อกโกแลต ในช่วงปลายปี

ปีหน้าตั้งเป้าเติบโต 20% เนื่องจากปัจจัยบวกจากการเข้าโมเดิร์นเทรด พร้อมขยายสาขา(รูปแบบคีออสก์)เพิ่ม 10 สาขา  ไม่รวมแฟรนไชส์ มองบุกตลาดต่างประเทศประเดิมการเปิด Pop-up ในประเทศจีน ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 200 ล้านบาทได้ภายในสามปี 

Guss Damn Good ไม่ใช่เพียงร้านไอศกรีม แต่เป็นแบรนด์ที่ขาย “ประสบการณ์และความรู้สึก” ได้สำเร็จ และกลายเป็นตัวอย่างการสร้างแบรนด์ด้วย Storytelling ที่เข้มแข็งในไทย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer