ปัญหาใหญ่และน่ากังวลของญี่ปุ่นในยุคนี้คือ ความล้าหลังทางเทคโนโลยี จนถึงขั้นมีการเปรียบเทียบแบบแรงๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นกบในหม้อต้ม ที่ชะล่าใจว่าไม่ได้มีปัญหา ทั้ง ๆ ที่ความจริงเป็นปัญหาใหญ่ ต้องเร่งแก้และใกล้จะสาย 

เทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นดูจะล้าหลังมากสุดคือ ชิป ซึ่งกำลังทวีความจำเป็นต่อการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งหมด ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเมื่อ 40 ปีก่อนญี่ปุ่น ถือเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่สุดของโลก ด้วยส่วนแบ่งเกินครึ่งของตลาด 

ทว่าปัจจุบัน ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก ทั้งไต้หวัน กับ เกาหลีใต้ อย่างไม่เห็นฝุ่น จนส่วนแบ่งชิปญี่ปุ่นในตลาดโลกเหลือเพียงเกินกว่า 10% มาเล็กน้อยเท่านั้น 

นี่ทำให้รัฐบาลและวงการเทคโนโลยีญี่ปุ่นตื่นตัว นำมาสู่การลงทุนในอุตสาหกรรมชิปครั้งใหญ่ ทว่าเรื่องนี้กำลังถูกจับตามอง เพราะหนึ่งพื้นที่ที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิปนั้น คือโซนท่องเที่ยวดังและอู่ข้าว-อู่น้ำของประเทศมาช้านาน 

ฮอกไกโด เกาะทางตอนเหนือสุดของญี่ปุ่นที่เป็นศูนย์กลางการเกษตรและการปศุสัตว์มายาวนาน (ผลิตน้ำนมกว่าครึ่งประเทศ) และเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ กำลังถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชิประดับโลกขั้นสูง ภายใต้การลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จากรัฐบาลญี่ปุ่น 

โครงการยักษ์ดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านภาพของรถเครนที่ผุดขึ้นเพื่อสร้างโรงงาน ศูนย์วิจัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ได้เข้ามาแทนที่ภาพทุ่งหญ้าและแหล่งท่องเที่ยวในฮอกไกโด ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปต่างก็สังเกตเห็นได้ และเริ่มมีการเรียกกันในหมู่ชาวญี่ปุ่นแล้วว่าต่อไปฮอกไกโดจะกลายเป็น ซิลิคอนวัลเลย์ของญี่ปุ่น

หัวหอกของโครงการนี้ที่จะทำให้ญี่ปุ่นขึ้นมามีความสำคัญในอุตสาหกรรมชิปโลก มูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 19.5 ล้านล้านบาท) คือ Rapidus บริษัทชิปที่เหล่า “ยักษ์ธุรกิจญี่ปุ่น” อย่าง Toyota, Softbank และ Sony ร่วมลงทุน พร้อมความร่วมมือกับ IBM และยังได้รับเงินลงทุนจากรัฐบาลไปแล้ว 12,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 390,000 ล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดของประเทศในเมืองชิโตเสะอีกด้วย 

อัตสึโยชิ โคอิเกะ ซีอีโอของ Rapidus เผยว่า ที่เลือกเมืองชิโตเสะ ของเกาะฮอกไกโด สร้างโรงงานเพราะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำและไฟฟ้า อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวน้อยกว่าพื้นที่อื่น ๆ ในญี่ปุ่น และตัวโรงงานยังถูกออกแบบให้มีหลังคาปกคลุมด้วยหญ้าเพื่อกลมกลืนกับทิวทัศน์ธรรมชาติของฮอกไกโด 

โรงงานแห่งนี้ได้จุดประกายความหวังให้แวดวงชิปญี่ปุ่น เพราะเมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการผลิตชิปต้นแบบทรานซิสเตอร์ขนาด 2 นาโนเมตร ด้วยเทคโนโลยี Extreme Ultraviolet Lithography (EUV) ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง TSMC และ Samsung แม้ในระยะเบื้องต้นยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของ ASML บริษัทผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปอันดับต้น ๆ ของโลกจากเนเธอร์แลนด์อยู่ก็ตาม 

ซีอีโอ Rapidus กล่าวต่อว่า นี่ถือเป็นความสำเร็จเพราะเป็นการผลิตได้ครั้งแรกในญี่ปุ่น และทำได้ในความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน สอดคล้องกับชื่อบริษัทที่หมายถึงความเร็วในภาษาละติน ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถผลิตชิป 2nm ได้ในปริมาณมากภายในปี 2027

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็เผชิญความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน เริ่มจากด้านการเงิน เพราะยังต้องการเงินทุนอีกมาก ต่อด้วยการที่ Rapidus ไม่มีประสบการณ์ในการผลิตชิปขั้นสูง และยังไม่มีสัญญาณว่าจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่แท้จริงในการผลิตชิปจากคู่แข่งที่มีประสบการณ์อย่าง TSMC และ Samsung ได้หรือไม่ 

โดยมีเรื่องบุคลากรเป็นความท้าทายต่อมา เพราะบุคลากรด้านชิปของญี่ปุ่นในปัจจุบันเข้าขั้นขาดแคลน จึงยังต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเป็นหลัก และแม้ปัจจุบัน วิศวกรด้านนี้ที่เป็นชาวต่างชาติกำลังหลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่น ผ่านการตั้งโรงงานในระบบนิเวศน์ชิปจากบริษัทไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ 

แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็คงไม่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งหมดได้อยู่ดี เพราะติดข้อห้ามเผยแพร่ความลับทางธุรกิจ ประกอบกับหลายประเทศหวงเทคโนโลยีชิป จนเรื่องถูกบรรจุอยู่ในกฎหมายด้านความมั่นคงไปแล้ว 

ส่วนความท้าทายสุดท้ายคือ เรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ และความเปลี่ยนแปลงที่จะตามมา เพราะการเปลี่ยนฮอกไกโด ให้เป็นซิลิคอน วัลเลย์ แห่งใหม่ของโลก อาจทำให้แหล่งเพาะปลูกทางการเกษตร พื้นที่ปศุสัตว์ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของญี่ปุ่นต้องหายไปพอสมควร / bbc 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer