วิจัยชี้ ยิ่งเล่น Facebook มาก ยิ่งช็อปออนไลน์เพิ่ม

กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล” ชี้เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลโต สวนภาพรวมอุตสาหกรรมลด ปีติด เชื่อขึ้นเป็นเบอร์ รองทีวี พร้อมกระตุ้นให้ออนไลน์ช็อปเปอร์ในกลุ่ม FMCG ใช้จ่ายเพิ่มกว่า 10%

อิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์จำกัด หรือ เคดับบลิวพี/ KWP กล่าวว่า ในช่วง ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรุ๊ปเอ็มได้ระบุว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาลดลงต่อเนื่อง จากปี 2015 มูลค่าตลาดโฆษณาอยู่ที่ 108,350 ล้านบาทซึ่งนับว่าเป็นมูลค่าที่สูงสุดในรอบสิบปีในวงการโฆณาไทย ต่อมาในปีที่แล้วมีมูลค่า 97,579 ส่วนปีนี้ มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะลดลงเหลือ 91,195 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราลดลงจากปีก่อน 6.5%

1-กันตาร์-2

ในขณะเดียวกันสื่อที่เคยเป็นสื่อหลักอย่างสื่อโทรทัศน์ และ สิ่งพิมพ์ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า สวนทางกับสื่อดิจิทัลที่โตต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่ขึ้นมาเป็นเบอร์ รองจากสื่อโทรทัศน์ ด้วยมูลค่าโดยประมาณ 11,780 ล้านบาทและมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแรงต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าปี 2560 สื่อดิจิทัลจะมีส่วนแบ่งตลาดเป็น 12.9% จากมูลค่าสื่อโฆษณาทั้งหมดซึ่งโตจากปีที่แล้วขึ้นมาอีก 3 %

เหตุผลหลักที่ทำให้เม็ดเงินดิจิทัลโต มาจากอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย ได้เพิ่มจาก 46% เป็น 75% ในช่วง ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลักๆมาจากอัตรามีสมาร์ทโฟนในครอบครอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 83% โดยผู้บริโภคชาวไทยมีการใช้อินเตอร์เน็ตนานขึ้นจาก ชั่วโมงต่อวันในปี2558 เพิ่มเป็น ชั่วโมง 30 นาทีต่อวันในปี 2560 ซึ่งสวนทางกับโทรทัศน์และวิทยุที่ผู้บริโภคใช้เวลาในสื่อนั้นๆเท่าเดิมหรือลดลง”

การเติบโตของสื่อดิจิทัลได้กระตุ้นให้ออนไลน์ช็อปเปอร์ ใช้จ่ายสินค้าในกลุ่ม FMCG เพิ่มไปด้วย โดยในปี 2015 มีจำนวนคนที่ซื้อสินค้าผ่านช่องออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งครั้งอยู่เพียงร้อยละ 3.3% ขยับเพิ่มเป็น 10% ในปี 2017 และการจับจ่ายในช่องออนไลน์เองก็เพิ่มขึ้นจาก 916 ล้านบาทในปี 2015 เป็น 4,399 ล้านบาทในปีนี้

1-กันตาร์-3

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของช็อปเปอร์ก็ไม่เหมือนกัน โดยเมื่อสอบถามกลุ่มช็อปเปอร์โดยทั่วไป พบว่า 79.5% รู้ว่าสามารถจับจ่ายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียได้ โดยที่ร้อยละ 29.7% เคยซื้ออย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 30 วันที่ผ่านมาซึ่งสูงกว่าช่องทางออนไลน์จากโมเดิรน์เทรด ถึง 4% เมื่อถามคำถามเดียวกัน ยังพบว่า ช็อปเปอร์ไทยโดยทั่วไปแล้วจับจ่ายมากที่สุดอยู่ที่ เว็บไซต์ทั่วไป (Independent Website) ร้อยละ 33.6%, เฟซบุ๊ค ร้อยละ 29.9 %,ลาซาด้า ร้อยละ 28.1, ไลน์ร้อยละ 7.3

แต่เมื่อศึกษาช็อปเปอร์ (โซเชียลช็อปเปอร์ที่บอกว่าตนเคยซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย จะมีลักษณะช่องทางการจับจายที่ต่างออกไป โดยพบว่า ช่องทางจับจ่ายสูงสุดเป็น เฟซบุ๊ค ที่มีสัดส่วนจับจ่ายอยู่ร้อยละ 34.8%, ลาซาด้า 29.2%, เว็บไซต์ทั่วไป 27.7% และ ไลน์ 7.4%

นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยในเรื่องที่ชี้ว่า ความถี่และระยะเวลาในการใช้เฟซบุ๊คส่งผลต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในโลก ออนไลน์และออฟไลน์

โดยครึ่งของกลุ่มช็อปเปอร์ที่เล่นเฟซบุ๊คทุกวัน มีแนวโน้มที่จะจับจ่ายในเม็ดเงินที่สูงกว่าผู้บริโภคทั่วไปถึงสองเท่า และ เมื่อมองในมุมของระยะเวลาที่เล่นต่อวันจะเห็นว่า การที่ช็อปเปอร์ที่ใช้เวลาบนเฟซบุ๊คนานขึ้น จะมีพฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้นตามลำดับ โดยกลุ่มคนที่ใช้เวลาบนเฟซบุ๊คน้อยกว่า 10 นาทีต่อวันมีการใช้จ่ายคนละ 19,925 บาทต่อปีโดยเฉลี่ย แต่เมื่อมองกลุ่มคนที่ใช้เวลาบนเฟซบุ๊คมากกว่า ชั่วโมงต่อวันพบว่าช็อปเปอร์กลุ่มนี้ใช้จ่ายสูงถึง 26,107 บาทต่อคนต่อปี มากไปกว่านั้นช็อปเปอร์ที่เล่นเฟซบุ๊คทุกวันนั้น ยังมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าในช่องออนไลน์ มากกว่าช็อปเปอร์ทั่วไป ถึง 62%

รวมถึงร้อยละ 29% ของช็อปเปอร์ที่เล่นเฟซบุ๊คนั้น สนใจและสังเกตเห็นโฆษณาออนไลน์ร้อยละ 27% สนใจที่จะเยี่ยมชมแฟนเพจของแบรนด์ และ ร้อยละ18% สนใจที่จะคลิกสื่อโฆษณา โดยกลุ่มคนที่สนใจต่อสื่อนั้นมีแนวโน้มที่จะจับจ่ายในช่องทางออนไลน์ที่สูงกว่าปกติถึงสองเท่า ไม่ใช่แค่เฟซบุ๊ค แต่ โซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มอย่าง ยูทูป เองก็มีศักยภาพอยู่ไม่น้อย โดยปกติแล้วร้อยละ20% ของช็อปเปอร์ไทยนั้นจะดูยูทูปทุกวัน แต่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30% สำหรับช็อปเปอร์ไทยที่มีพฤติกรรมใช้จ่ายสูงกว่าช็อปเปอร์ปกติ เปรียบได้ว่า สื่อดิจิทัลทั้ง ยูทูป และ เฟซบุ๊ค นั้นมีศักย์ภาพเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสื่อที่รวบรวม กลุ่มช็อปเปอร์ที่ใช้จ่ายสูงกว่าปกติ โดยเฉลี่ย 10%มากกว่าตลาดเลยทีเดียว


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer