แบรนด์ระดับตำนานของญี่ปุ่นยังคงต้องเผชิญกับความเจ็บช้ำจากการเพลี่ยงพล้ำในตลาดโลก ในสินค้าแทบทุกประเภทที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในอดีต โดยแบรนด์ที่ผงาดขึ้นมาแทนที่คือขั้วอำนาจใหม่จากเอเชียและเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงในแถบเอเชียตะวันออกอย่าง จีน

Nissan เผยว่าได้ตัดสินใจขายโรงงานผลิตในแอฟริกาใต้ให้กับ Chery ค่ายรถยนต์จากจีน โดยครอบคลุมสินทรัพย์ทั้งหมด ทั้งที่ดิน อาคารโรงงาน และเครื่องจักร 

ส่วนพนักงานนั้น ทางบริษัทให้สิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะทำงานต่อไปจนกว่าโรงงานจะปิดตัวลง หรือจะโอนย้ายไปทำงานกับเจ้าของใหม่ภายใต้เงื่อนไขเดิม ซึ่งหากกระบวนการซื้อขายเสร็จสิ้น สินทรัพย์ทั้งหมดจะเปลี่ยนมือสู่ฝ่ายหลังในช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 นี้

นี่ถือเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการยานยนต์ในแอฟริกาใต้ เนื่องจากโรงงานแห่งนี้ที่ตั้งอยู่ในเมืองรอสลิน เขตอุตสาหกรรมทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงพรีทอเรีย และอยู่มานานเกือบ 60 ปี ดังนั้นการตัดสินใจครั้งนี้จึงสะท้อนถึงช่วงขาลงของ Nissan ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของทวีปได้อย่างชัดเจน

สถานการณ์ของ Nissan ในแอฟริกาใต้วิกฤตถึงขีดสุดในปี 2025 เมื่อยอดขายรวมดิ่งลงอย่างน่าตกใจถึง 32.3% (ต่อเนื่องจากการลดลง 23.6% ในปีก่อนหน้า) ส่งผลให้มียอดขายสะสมทั้งปีเพียง 15,085 คัน จนอันดับร่วงหลุดจาก Top 10 แบรนด์รถยนต์ที่ขายดีที่สุดของประเทศ และเหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 2.5% เท่านั้น

วิกฤตดังกล่าวบีบให้ Nissan ต้องยุติการทำตลาดไปหลายรุ่น ขณะที่รถรุ่นเดียวที่ยังคงเดินสายพานการผลิตในโรงงานแห่งนี้อย่างรถกระบะ Navara ก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของคู่แข่งอย่าง Toyota Hilux และ Ford Ranger ได้ ดังนั้นเมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตลดต่ำลงจนไม่คุ้มทุน การรักษาโรงงานไว้จึงกลายเป็นภาระหนักเกินกว่าที่ Nissan จะแบกรับไหว

ในทางกลับกัน สถานการณ์ของ Chery ในแอฟริกาใต้มีแต่จะยิ่งวันดีคืน โดยในปี 2025 Chery โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงจนผงาดขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ขายดีอันดับ 8 ของประเทศ มีหัวหอกสำคัญคือรุ่น Tiggo 4 Pro ที่มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 26.7%

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งการตลาดของ Chery เพียงแบรนด์เดียว ยังมากกว่าส่วนแบ่งของ Nissan, Mazda และ Opel รวมกันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม Nissan ยืนยันว่าจะยังไม่ถอนตัวออกจากแอฟริกาใต้ แต่จะเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการนำเข้ารถยนต์แบบ 100% แทน ซึ่งถือเป็นข่าวดีของไทย เนื่องจากรถยนต์ที่นำเข้าไปจำหน่ายในแอฟริกาใต้นั้น ส่วนใหญ่จะผลิตจากโรงงานของ Nissan ในประเทศไทย

การขายโรงงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Nissan กำลังอยู่ระหว่าง “ยกเครื่องครั้งใหญ่” ภายใต้การนำของ อิวาน เอสปิโนซา เพื่อลดค่าใช้จ่ายและกอบกู้สถานการณ์หลังจากยอดขายทั่วโลกถดถอย โดยมีมาตรการสำคัญ อาทิ การขายโรงงานในแอฟริกาใต้ การรับจ้างผลิตรถให้ค่ายอื่นในโรงงานที่อังกฤษ และการปิดสายการผลิตรถ EV แห่งแรกในเมืองโอปามะ ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ Nissan ยังตัดสินใจถอนหุ้นจากสโมสร Yokohama F. Marinos แชมป์เจลีก 5 สมัยที่บริษัทร่วมก่อตั้งมา รวมถึงขายอาคารสำนักงานใหญ่ในเมืองโยโกฮาม่าที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2009 และประกาศปลดพนักงานเกือบ 10,000 คนทั่วโลก

ทั้งนี้ Nissan ไม่ใช่บริษัทญี่ปุ่นรายแรกที่จำต้องขายสินทรัพย์หรือยอมให้บริษัทจีนเข้ามามีบทบาทเหนือกว่าทางธุรกิจ

ก่อนหน้านี้ Sony ก็เพิ่งประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ TCL เพื่อผลิตโทรทัศน์ โดย Sony ถือหุ้นเพียง 49% ขณะที่ TCL ถือหุ้นใหญ่ 51% หลังจากยอดขายลดลงจนไม่คุ้มค่าที่จะผลิตเอง

แม้ในแง่หนึ่งจะช่วยให้ Sony ยังคงรักษาชื่อแบรนด์ Bravia ไว้ในตลาดได้ แต่ในเชิงอุตสาหกรรมก็ถือว่าเหลือเพียงชื่อเท่านั้น เพราะอำนาจการผลิตตกเป็นของ TCL จากจีนที่มียอดขายโทรทัศน์สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในปี 2025 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า Sony อาจเดินตามรอยแบรนด์ญี่ปุ่นรายอื่นที่ต้องถอนตัวจากตลาดโทรทัศน์ไปในที่สุด โดยแบรนด์ที่กินส่วนแบ่งในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องคือ TCL และแบรนด์อื่นๆ จากจีน / reuters