ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านสู่ระบบอีวี รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูล้ำสมัยและโฉบเฉี่ยวกลายเป็นจุดขายสำคัญที่ค่ายรถทั่วโลกต่างแข่งขันกัน โดยหนึ่งในงานดีไซน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ มือจับประตูแบบซ่อนที่เรียบเนียนไปกับตัวถังรถ และยังสะท้อนถึงความล้ำสมัยผ่านการโผล่และยุบเข้าไปได้อีกด้วย

ทว่าจีนเห็นว่าเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแปลง และควรให้ความปลอดภัยสำคัญกว่าดีไซน์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ประกาศกฎระเบียบใหม่ ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่วางจำหน่ายในประเทศจีนต้องมีระบบปลดล็อคด้วยกลไก ที่สามารถใช้งานได้จริงทั้งจาก “ด้านใน” และ “ด้านนอก” ของประตูทุกบาน (ยกเว้นฝากระโปรงท้าย)
มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป (แต่ผ่อนปรนให้รถรุ่นที่ได้รับอนุมัติการผลิตไปแล้วล่วงหน้ามีเวลาปรับตัว 2 ปี) โดยมาพร้อมรายละเอียดที่เข้มงวดว่า มือจับประตูต้องมีช่องว่างเพียงพอให้คนสามารถสอดมือเข้าไปเปิดได้เองด้วยขนาดไม่น้อยกว่า 6 x 2 x 2.5 เซนติเมตร
ส่วนภายในห้องโดยสารจะต้องมีป้ายสัญลักษณ์บอกวิธีการเปิดประตูแบบแมนนวลอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้โดยสารที่ไม่คุ้นเคยกับตัวรถสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทันทีในภาวะฉุกเฉิน

จุดเริ่มต้นของดีไซน์มือจับแบบซ่อนที่กลายเป็นเทรนด์นี้ มาจากรถ Tesla Model S ซึ่งออกมาเมื่อปี 2012 โดยการใช้สัญญาณไฟฟ้าในการสั่งงานสลักประตูแทนการดึงด้วยสลิงกลไกแบบดั้งเดิม
ข้อดีของมันคือการทำให้รถมีความลื่นไหลทางอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) มากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางการวิ่งของรถ EV ได้เล็กน้อย และเสริมภาพความหรู-ล้ำ ให้กับตัวรถด้วย จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้ค่ายรถทั่วโลก ซึ่งค่ายรถที่นิยมให้มือจับแบบซ่อนมากสุดคือ ค่ายรถจีน ยืนยันได้จากตัวเลข 60 จาก 100 รุ่นรถอีวีในจีนก็ใช้มือจับประตูแบบนี้
แต่ในทางกลับกัน เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนระบบไฟฟ้ารัดวงจรหรือแบตเตอรี่เสียหาย ประตูเหล่านี้มักจะกลายเป็น “กับดัก” ที่ล็อคตายจากภายนอก ทำให้พลเมืองดีไม่สามารถเข้าช่วยผู้ประสบภัยออกมาจากเปลวไฟได้ทันเวลา
เหตุการณ์อุทาหรณ์ที่สะท้อนข้อเสียสุดอันตรายนี้ คือรถอีวี Xiaomi SU7 ที่ประสบอุบัติเหตุในเมืองเฉิงตูของจีนเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตัวรถเกิดจนไฟลุกท่วม แต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่สามารถดึงมือจับประตูออกมาเพื่อช่วยคนขับได้ จนคนในรถทั้งหมดตายแบบถูกย่างสด

ขณะที่ในสหรัฐฯ Tesla ก็ยังถูกฟ้องร้องจากกรณีอุบัติเหตุ Cybertruck ชนต้นไม้จนไฟไหม้ ซึ่งระบบไฟฟ้าที่ล้มเหลวทำให้ประตูถูกล็อคสนิท ส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิตถึง 3 ราย
กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์วิกฤต ระบบไฟฟ้าที่ทันสมัยกลับมีความเชื่อมั่นต่ำกว่าระบบกลไกพื้นฐานที่พึ่งพาเพียงแรงดึงจากมือมนุษย์

มีการคาดกันว่า มาตรการนี้ของจีนซึ่งจีนเป็นประเทศแรกที่ได้ประกาศออกมา จะส่งผลเป็นวงกว้างไปทั่วโลก เพราะหมายความว่า BYD ค่ายรถอีวีสัญชาติจีน ที่ยังเป็นค่ายรถที่ขายรถอีวีได้มากสุดในโลกหลังแซง Tesla ไปแล้ว จะต้องปฏิบัติตาม
ดังนั้นค่ายรถอื่นๆ ที่ผลิตรถอีวี ทั้งสหรัฐฯ เอเชีย และยุโรป คงต้องทำตามมาตรการนี้ไปด้วย จนอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตอันใกล้
จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การตัดสินใจของทางการจีนในการแบนมือจับประตูแบบซ่อน ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมจากการมุ่งเน้นเพียงความล้ำสมัยและประสิทธิภาพด้านพลังงาน กลับมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัย
มาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของรถยนต์ในประเทศจีนเท่านั้น แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่บีบให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต้องทบทวนรายละเอียดในการออกแบบของตนเอง เพราะเมื่อระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดล้มเหลว ระบบกลไกที่เรียบง่ายที่สุดอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยคนในรถให้รอดชีวิต / theguardian
