บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ “โอ้กะจู๋” หนึ่งในธุรกิจอาหารของคนรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามอง หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปลายปี 2567
ล่าสุด รายงานผลประกอบการปี 2568 สะท้อนภาพความท้าทายที่ชัดเจนขึ้น แม้รายได้รวมยังเติบโตต่อเนื่อง แต่กำไรกลับอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 2,421 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 70 ล้านบาท จาก 201.7 ล้านบาทในปีก่อนหน้า หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 65%
(รายได้ก่อนเข้าตลาดปี 2566 คือ 1,716 ล้านบาท กำไร 140 ล้านบาท)
จากข้อมูลที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์จะพบว่า แม้รายได้ทั้งปียังเติบโต แต่ไตรมาส 4/2568 สะดุดค่อนข้างแรงในไตรมาส 4/2568 บริษัทเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
โอ้กะจู๋ เพิ่ม 1 สาขา (รวม 45 สาขา)
Oh! Juice เพิ่ม 1 สาขา (รวม 26 สาขา)
Joe Wings เพิ่ม 3 สาขา (รวม 5 สาขา)
อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายในไตรมาส 4 อยู่ที่ 622 ล้านบาท ลดลง 10% YoY โดยแรงกดดันหลักมาจากยอดขายที่ลดลงของแบรนด์หลัก “โอ้กะจู๋” โดยเฉพาะในรูปแบบ Full-Service Restaurant และ Delivery & Kiosk รวมถึงแบรนด์ Oh! Juice ที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อที่ชะลอตัว
หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ SSSG (ยอดขายสาขาเดิม) ของแบรนด์โอ้กะจู๋ที่ปรับลดลง ทั้งในสาขาเมืองและพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง สะท้อนแรงกดดันจากจำนวนลูกค้า Dine-in ที่ลดลงในช่วงฤดูฝน ความอิ่มตัวของตลาดร้านอาหารสุขภาพในบางทำเล และภาวะการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น
ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 4 อยู่ที่ 249 ล้านบาท ลดลง 17.9% YoY ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 40% จากปีก่อนที่อยู่ในระดับมากกว่า 43% สาเหตุหลักมาจากต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายคงที่ที่ยังต้องแบกรับ ขณะที่ยอดขายต่ำกว่าที่คาดไว้
โครงสร้างรายได้ของบริษัทเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2568 สัดส่วนรายได้จากแบรนด์โอ้กะจู๋ลดลงจาก 93.7% เหลือ 84.6% ขณะที่รายได้จากแบรนด์อื่นเพิ่มขึ้นเป็น 14.8% จาก 5.4% ในปีก่อนหน้า
โดยเฉพาะ Oh! Juice และ Joe Wings ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น แต่ในระยะสั้น รายได้จากแบรนด์ใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของแบรนด์หลักได้เต็มที่ ขณะที่ต้นทุนโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับแผนปี 2569 บริษัทเตรียมเดินหน้า พัฒนาแบรนด์ใหม่อย่าง Wrap & Roll ซึ่งปัจจุบันมี 1 สาขา
รวมถึงรายได้จากธุรกิจเทรดดิ้ง เช่น ความร่วมมือกับการบินไทย และแผนจับมือกับ OR เปิดสาขาใน PTT Station ภายใต้โมเดล Fast Casual Serve เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคบนเส้นทางหลัก
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของโอ้กะจู๋ในระยะต่อไป อาจไม่ใช่เพียง “เปิดได้กี่สาขา” แต่คือ สาขาใหม่จะสามารถทำกำไรได้เร็วและยั่งยืนเพียงใด ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนคงที่ การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ทำให้ปี 2569 ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายของโอ้กะจู๋ ร้านอาหารชื่อดัง ของ 3 เด็กหนุ่มจากอำเภอสันทรายในตลาดหุ้นต่อไป
