9 กุมภาพันธ์ – วันพิซซ่าแห่งชาติ (National Pizza Day) : ภาพรวมตลาดพิซซ่าในไทย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด และการขับเคลื่อนตลาดโดยสองแบรนด์ผู้นำอย่าง The Pizza Company และ Pizza Hut ที่เน้นใช้กลยุทธ์การทำราคา โดยเฉพาะโปรโมชัน “1 แถม 1” และแคมเปญพิซซ่าราคาย่อมเยาเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงวันธรรมดา

| National Pizza Day
ตลาดพิซซ่า 12,000 ล้าน ฟุตบอลโลกดันไฮซีซันมาเร็วกว่าทุกปี |
|||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาด / ล้านบาท | ||
| 2022 | 10,000 | ||
| 2023 | 10,500 | ||
| 2024 | 11,000 | ||
| 2025 | 11,500 | ||
| 2026 (คาดการณ์) | 12,000 | ||
| แบรนด์ผู้นำตลาดพิซซ่าในไทย | |||
| แบรนด์ | The Pizza Company | Pizza Hut | Domino’s Pizza |
| บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในไทยอยู่ปัจจุบัน | เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เปิดแบรนด์หลังจาก Yum! Brand Inc. บริษัทแม่ของ Pizza Hut ไม่ต่อสัญญาสิทธิ์แฟรนไชส์ | หลังบริหารแบรนด์เอง ต่อมาในปี 2017 ทาง Yum! Brand Inc. ก็ขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้บริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด | บริษัท เอธธิคอล กูร์เมต์ จำกัด |
| ปี ค.ศ. ที่เริ่มต้นทำตลาดในไทย | 2001 | 1980 | 2012 |
| จำนวนสาขาปัจจุบัน | 430 | 200 | 27 |
| ที่มา : Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาด อ้างอิงจากการประเมินของกลุ่มแบรนด์ผู้นำ, กุมภาพันธ์ 2026 | |||
การแข่งขันในตลาดพิซซ่าของคู่แข่งหลัก 2 ราย เป็นการแข่งขันที่มีมาอย่างยาวนาน หลังจากที่ในปี 2000 ทาง Yum! Brand Inc. บริษัทแม่ของ Pizza Hut ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ผู้บุกเบิกตลาด Pizza Hut ในไทยมาตั้งแต่ปี 1980 เพื่อดึงสิทธิ์กลับไปบริหารเอง
ไมเนอร์ฯ ที่ไม่ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ในแบรนด์ Pizza Hut อีกต่อไป จึงได้เปิด The Pizza Company ออกมาแข่งขันในปี 2001 ด้วยพลังของสาขาที่มีอยู่เดิมของ Pizza Hut ราว 80 สาขาในเวลานั้น เปลี่ยนเป็น Pizza Company ในเวลารวดเร็ว กลายเป็นจุดกำเนิดคู่ปรับตลอดกาลที่ขับเคี่ยวแย่งชิงตลาดกันมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
ทว่า ท่ามกลางภาพรวมของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR – Quick Service Restaurant) ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณทรงตัว เนื่องจากผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ
การแข่งขันด้านโปรโมชันราคา ไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตอีกต่อไป ผู้เล่นหลักต้องปรับเกมเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ตลอดจนการขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัด และเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา The Pizza Company แบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งราว 2 ใน 3 ของตลาดพิซซ่า ได้รีแบรนด์ให้ดูทันสมัยและเด็กลง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนโลโก้ให้ดูมินิมอล และดึงศิลปินขวัญใจวัยรุ่นอย่าง “บิวกิ้น-พุฒิพงศ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ตลอดจนการสร้างสรรค์เมนูไวรัลเพื่อเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ในขณะที่ Pizza Hut รักษาความสดใหม่และแก้โจทย์ผู้บริโภคไทยที่ขี้เบื่อด้วยกลยุทธ์การคอลแล็บส์อย่างต่อเนื่อง โดยจับมือแบรนด์อาหารดัง สร้างเมนูไวรัลใหม่ ๆ ที่ผสานฐานแฟนคลับเข้าด้วยกัน
แบรนด์รองอย่าง Domino’s Pizza ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์ได้ปรับกลยุทธ์จากที่เน้นแค่เดลิเวอรี หันมาเพิ่มโซน Dine-in เอาใจคนที่ชอบนั่งทานที่ร้าน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสาขา จุดโฟกัสหลักจึงยังคงเป็น Delivery และ Take away โดยใช้กลยุทธ์โปรโมชันราคาเข้าสู้เพื่อดึงดูดกำลังซื้อกลุ่มแมส
ทั้งนี้ การปรับตัวเพื่อเข้าหากลุ่มคนรุ่นใหม่ของแบรนด์ผู้นำตลาด ยังนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พิซซ่าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของอาหารแห่งการเฉลิมฉลองสำหรับกลุ่มใหญ่อีกต่อไป แต่กลายมาเป็นมื้ออาหารประจำวันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งรีบและสังคมเมืองที่คนอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น
เกิดกระแส Solo dining ที่แบรนด์ต้องเร่งออกสินค้ารองรับ เช่น การเสนอเมนูที่มีการปรับลดขนาดพิซซ่าของ The Pizza Company หรือ การเสนอเมนู Melts ของ Pizza Hut ที่มุ่งเจาะกลุ่มคนทานคนเดียวโดยเฉพาะ
นอกเหนือจากการขับเคี่ยวกันในสมรภูมิแป้งและชีสแล้ว อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือ การที่แบรนด์พิซซ่าต่างพากันขยายพอร์ตโฟลิโอสู่เมนูของทานเล่นอย่างไก่ทอดและพาสต้า ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในมื้อเดียว เพิ่มโอกาสในการแย่งชิงส่วนแบ่งกระเพาะอาหารจากผู้บริโภคในตลาดกลุ่ม QSR ที่เริ่มอิ่มตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกทั้งปี 2026 แม้ตลาดพิซซ่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทาย ทั้งการเติบโตที่ค่อนข้างทรงตัวของตลาด QSR และภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงกดดันกำลังซื้อ แต่มองว่าธุรกิจยังคงได้รับแรงส่งเสริมจากปัจจัยบวกอย่างทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะแข่งขันกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม
ซึ่งฟุตบอลกับพิซซ่าถือเป็น “Perfect Pairing” ที่มียอดสั่งซื้อคู่กันเสมอ การมาถึงของฟุตบอลโลกปีนี้ จึงเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องงัดงบการตลาดออกมาใช้กันตั้งแต่กลางปี เพื่อแย่งชิงลูกค้าในช่วงเวลาทองที่ผู้คนเฝ้าหน้าจอรอเชียร์ฟุตบอล ซึ่งต่างจากปกติที่ไฮซีซันของตลาดพิซซ่าจะอยู่ในช่วงปลายปี
