ในโลกธุรกิจ คำว่า “Passion” หรือความชอบ มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่สำหรับ “ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร” จุดเริ่มต้นของธุรกิจ F&B (Food & Beverage) ครั้งแรกในชีวิตของเธอ ไม่ได้เกิดจากความชอบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “Pain Point” ของสุขภาพตัวเอง
ย้อนกลับไปในปี 2025 ช่วงที่กราฟชีวิตการงานในฐานะนักแสดงของเธอกำลังพุ่งสูง ต้องทำงานหนัก 16-18 ชั่วโมงต่อวัน
ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณประท้วง ทั้งอาการหอบ ไทรอยด์ และปัญหาระบบขับถ่ายจากอาหารเป็นพิษ
เมื่อเจ็บป่วย เธอจึงเริ่มตระหนักถึงประโยคสุดคลาสสิกที่ว่า “You are what you eat”
ดังนั้น การหันกลับมาดูแลตัวเองจากภายใน จึงกลายเป็นจุดกำเนิดของบริษัทชื่อน่ารักอย่าง “บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด”
และแบรนด์ “YOPPA (โยปป้า)” ร้านโยเกิร์ตสมูทตี้ ที่กำลังจะท้าชิงส่วนแบ่งในตลาดสุขภาพ
คำถามคือ โมเดลธุรกิจของ “โยปป้า” น่าสนใจอย่างไร? ทำไมดาราสาวคนนี้ถึงกล้ากระโดดเข้ามาเล่นตลาดนี้ ทั้งที่เป็นมือใหม่ในวงการ Marketeer จะสรุปให้ฟัง
1. จากผู้บริโภค สู่ผู้พัฒนา
ญดาเริ่มต้นจากการเป็นคนที่ชอบทานโยเกิร์ตอยู่แล้ว เพื่อช่วยปรับสมดุลลำไส้ แต่จากการตระเวนชิมหลายร้าน เธอยังพบ “ช่องว่าง” (Market Gap) บางอย่าง
โจทย์ของเธอคือ ต้องการโยเกิร์ตที่ “ครบ” ทั้งรสชาติและฟังก์ชัน เธอจึงใช้เวลาตลอดปี 2025 พัฒนาสูตร
จนเกิดเป็น “ซินไบโอติก โยเกิร์ต (Synbiotic Yogurt)”
ความแตกต่างคือ ในขณะที่โยเกิร์ตทั่วไปมักชูจุดขายเรื่อง “โพรไบโอติก” (จุลินทรีย์ดี) เพียงอย่างเดียว
แต่โยปป้า เลือกที่จะใส่ “พรีไบโอติก” (อาหารของจุลินทรีย์) ลงไปด้วย เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด ดีต่อลำไส้ที่สุด
และที่สำคัญ คือการจับเทรนด์ “Longevity” หรือการดูแลสุขภาพเพื่อความยั่งยืน
โดยเสริมโปรตีนสูงถึง 12 กรัมต่อแก้ว เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วแต่ยังได้สารอาหารครบ
2. เมื่อโยเกิร์ต ไม่จำเป็นต้องคู่กับผลไม้เสมอไป
ซึ่งในตลาดที่ร้านโยเกิร์ตผุดขึ้นมากมาย ความท้าทายคือ “จะทำอย่างไรให้แตกต่าง”
โยปป้า เลือกฉีกกฎเดิมๆ ด้วยการเสิร์ฟเมนูที่แปลกใหม่กว่า 15 รายการ
ไฮไลต์สำคัญคือ “ชาและกาแฟโยเกิร์ต” โดยจะมีการเบลนด์ชาหลายสายพันธุ์ และใช้กาแฟที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว
มาผสมผสานกับความเปรี้ยวของโยเกิร์ต สร้างรสชาติใหม่ที่หาทานยาก
นอกจากนี้ ยังมี Hero Product อย่าง “โยเกิร์ตน้ำผึ้ง พร้อมไข่มุกข้าวบาร์เลย์ป้อปปิ้ง”
ซึ่งนำเข้าวัตถุดิบไข่มุกบาร์เลย์จากต่างประเทศ เป็นเจ้าแรกในไทย เพื่อสร้าง Texture การเคี้ยวที่สนุกแต่ยังคงคอนเซปต์สุขภาพ
และเพื่อให้ร้านเป็น One-stop meal สำหรับมื้อเร่งด่วน จึงมีเมนู “แซนด์วิชสลัดไข่” สไตล์ญี่ปุ่น
ที่ใส่อะโวคาโด เน้นโปรตีนและไขมันดี ทานคู่กับโยเกิร์ตได้ทันที
กลยุทธ์ราคา และ การบริหารพื้นที่
ส่วนด้าน “Location Strategy” ญดาเลือกใช้โมเดล “Space Sharing”
โดยแบ่งพื้นที่หน้าร้านของร้านทำเล็บ Nail’s Amu (ซึ่งเป็นธุรกิจที่รู้จักกัน) มาทำเป็นเคาน์เตอร์โยเกิร์ต ในรูปแบบร้าน Grab & Go มีที่นั่งเพียง 2-3 ที่
ซึ่งข้อดีของโมเดลนี้คือ การบริหารต้นทุนค่าเช่าที่มีประสิทธิภาพ (Cost Efficiency) ในทำเลทองอย่างสยามสแควร์
โดยเบื้องต้นตัวร้านสาขาแรกจะตั้งอยู่ที่ สยามสแควร์ ซอย 3 ซึ่งจะเปิดตัวในวันที่ 6 มีนาคม 2026 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.30 น.
ส่วนกลยุทธ์การตั้งราคาวางไว้ที่ 49 – 129 บาท ซึ่งถือเป็นช่วงราคาที่จับต้องได้ง่าย สำหรับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงาน
สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ผู้คนมองหาความ “คุ้มค่า” มากขึ้น
Roadmap การเติบโต
แม้จะเป็นมือใหม่ในวงการ F&B แต่ที่ผ่านมาญดาเคยมีประสบการณ์ทำแบรนด์เครื่องประดับมาก่อนหน้านี้แล้ว
จึงสอนให้เธอเรียนรู้วิธีขยายฐานลูกค้าจาก Niche Market (แฟนคลับ) ไปสู่ Mass Market
โดยแผนการขยายสาขาสำหรับโยปป้า เธอวางแผนการขยายธุรกิจไว้ 2 ขาหลัก
ขาที่ 1 ขยายสาขาเอง : ตั้งเป้าเปิด 5 สาขาในปี 2026 โดยเล็งทำเล Prime Location เช่น เซ็นทรัล ดุสิต, วัน แบงค็อก, เมกาบางนา, ยูเนี่ยน มอลล์ และ Pop-up Store ที่เอ็มสเฟียร์
ขาที่ 2 ขยายระบบแฟรนไชส์ : โดยตั้งเป้าขยายให้ได้ถึง 50 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงมองโอกาสในตลาดต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2026 เราจะได้เห็นอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ซ่อลแมว” ขนมหนังปลาแซลมอน 4 รสชาติจัดจ้าน สไตล์ไทยๆ ที่จะมาบุกตลาดออนไลน์อีกด้วย
สุดท้ายแล้ว ด้วยเทรนด์สุขภาพที่ยังเป็น “Mega Trend” บวกกับสินค้าที่พัฒนามาจาก Pain Point จริง
ทำให้ “โยปป้า” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามองเช่นเดียวกัน
