ในโลกของเทคโนโลยียานยนต์ที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ดูเหมือนว่าปี 2026 จะกลายเป็น “ปีแห่งการเผชิญหน้ากับความจริง” ของค่ายรถมากมาย โดยสถานการณ์ดังกล่าวยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของค่ายรถญี่ปุ่นชื่อดังและค่ายเทคร่วมชาติ

Sony และ Honda ได้ประกาศยุติความร่วมมือในการพัฒนาและผลิต Afeela รถอีวีมุ่งเจาะตลาดรถหรูราคาเริ่มต้น 90,000 ดอลลาร์ (ประมาณเกือบ 3 ล้านบาท) ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวโปรเจกต์นี้ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน
นี่ไม่ใช่เพียงแค่การยกเลิกสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนถึงความผันผวนรุนแรงของอุตสาหกรรมรถอีวีที่กำลังพ่นพิษใส่ผู้เล่นรายใหญ่จนต้องถอยร่นเพื่อรักษาเสถียรภาพขององค์กร
ในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ระบุว่า โปรเจกต์นี้ไม่คุ้มค่าที่จะเดินหน้าไปต่อ หลังจาก Honda ที่รับหน้าที่ผลิตรถต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปี โดยมีตัวเลขขาดทุนจากการลงทุนในอีวีสูงถึง 15,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 515,000 ล้านบาท)
ความเสียหายมหาศาลนี้บีบให้ Honda ต้องรื้อกลยุทธ์การผลิตใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้เทคโนโลยีและทรัพยากรที่เคยให้วางไว้ว่าจะนำมาใช้ในโปรเจกต์ Afeela ถูกระงับไปโดยปริยาย
หากพิจารณาในแง่ของผลิตภัณฑ์ Afeela เปรียบเสมือน “คอมพิวเตอร์ติดล้อ” มากกว่ารถยนต์ทั่วไป เพราะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงเคลื่อนที่ของ Sony ที่มีหน้าจอพาโนรามายาวตลอดคอนโซล มีเซ็นเซอร์และกล้องกว่า 40 ตัวเพื่อระบบขับขี่อัตโนมัติ และที่สำคัญมีฟังก์ชันที่ทำให้เครื่อง PlayStation 5 สามารถสตรีมเกมเล่นในรถได้อย่างลื่นไหลอีกด้วย
การทดลองผลิตที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญที่ใกล้ความจริง แต่สุดท้ายความล้ำสมัยเหล่านี้ก็ไม่อาจต้านทานภาวะถดถอยของความต้องการรถอีวีในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับปัญหารถอีวีราคาถูกจากค่ายรถจีนที่ล้นตลาด
ส่วนผู้ใช้รถที่สนใจรถอีวีจากวิกฤตน้ำมันแพง (Oil Shock) ก็อาจต้องระงับความต้องการไปก่อนจากพิษเศรษฐกิจ หรือหากจำเป็นต้องซื้อจริง ๆ คงมุ่งไปยังรุ่นที่ราคาถูกกว่า จนกลุ่มรถหรูอย่าง Afeela ถูกมองข้ามไปอยู่ดี
นี่เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่บรรดาค่ายรถราคาแพงอย่าง Lamborghini และ Porsche รวมไปถึงรุ่นที่ราคาแพง จนต่างพากันพับแผนผลิตรถอีวีอย่างเดียวไปแล้ว
ความล้มเหลวของ Afeela ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของ Honda เอง ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหายอดขายที่ลดลงในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการควบรวมกิจการกับ Nissan มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2025 ทั้งที่เมื่อช่วงเปิดตัวสร้างความฮือฮาอย่างมาก
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สุดท้าย Honda ต้องเลือกจบปัญหาเล็กเพื่อให้ภาพรวมองค์กรยังเดินหน้าต่อไปได้ หรือ “ตัดนิ้วเพื่อรักษาชีวิต”
การปิดฉากของ Afeela คือบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า เพียงแค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจากฝั่ง Sony และชื่อเสียงของแบรนด์ระดับโลกในตลาดยานยนต์จาก Honda นั้นไม่เพียงพอที่จะการันตีความสำเร็จในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน
ดังนั้นการตัดสินใจของ Sony และ Honda ในครั้งนี้เป็นการยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า โมเดลทางธุรกิจสวยหรูไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในโลกปี 2026 ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสงครามราคา
หลังจากนี้เราคงต้องจับตาดูว่า Sony จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้ค่ายรถอื่นแทนหรือไม่ ขณะที่ Honda เองก็ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อกู้ศรัทธาและหาทางทำให้ตัวเลขในการดำเนินธุรกิจบวกขึ้นมาในยุคที่โลกยานยนต์ยังคงผันผวนจากปัจจัยลบมากมาย
ทั้งนี้แม้จะอยู่คนละอุตสาหกรรม แต่ Honda กับ Sony ก็เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีสายสัมพันธ์ยาวนานย้อนไปได้ไกลหลายสิบปี จากการที่ผู้ก่อตั้งทั้งสองบริษัทคือ มาซารุ อิบุกะ ของ Sony และ โซอิชิโระ ฮอนดะ ของ Honda สนิทกันมากถึงขนาดที่ว่าหากอีกฝ่ายถูกว่าร้ายจะช่วยแก้ต่างให้
ต่อมาในยุค 60 Honda ก็ผลิตเครื่องปั่นไฟเพื่อรองรับโทรทัศน์แบบพกพาของ Sony สำหรับสายตั้งแคมป์ และต่อมาผู้ก่อตั้ง Honda นี่เองที่จุดประกายให้ Sony ผลิตเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา ซึ่งก็คือ Walkman ที่ยังเป็นตำนานอุปกรณ์พกพามาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับแบรนด์รถ Afeela เริ่มต้นจากฝั่ง Sony ที่วางแผนผลิตรถอีวีภายใต้ชื่อโปรเจกต์ Vision S เมื่อปี 2020 และต่อมาในปี 2022 ก็ประกาศจับมือกับ Honda จนเกิดเป็นโปรเจกต์ร่วมกันอย่างเป็นทางการในปี 2023

ขณะที่เปิดตัวถือเป็นการผนึกกำลังของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะจะเดินหน้าไปภายใต้คอนเซปต์ 3A ที่ประกอบไปด้วย Autonomy-สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติได้
ตามด้วย Augmentation- มีความบันเทิงมากมายเพิ่มเข้ามาสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ทั้งคนขับและผู้โดยสาร และปิดท้ายด้วย Affinity – มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเตะตาน่าใช้
แต่ที่สุดก็มีอันต้องยกเลิกไปทั้งที่ยังไม่มีรถรุ่นแรกออกมาเลย และทางบริษัทต้องทำการคืนเงินให้ผู้ที่จองรถไว้ล่วงหน้าทั้งหมดอีกด้วย / theverge
