ในขณะที่โลกกำลังพยายามฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและผลกระทบจากความขัดแย้งในยุโรป ดูเหมือนว่ามรสุมครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในต้นปี 2026 นี้ จะรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ
องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพราะการเผชิญหน้ากันระหว่างขั้วอำนาจในตะวันออกกลางโดยสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วไป แต่ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่สั่นคลอนรากฐานความมั่นคงทางพลังงาน
ต้นเหตุใหญ่ของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่อิหร่านปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หลังขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอลจนกลายเป็นสงคราม โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานกว่า 20% ของโลก
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการของ IEA ชาวตุรกี ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันในยุค 70 สองครั้งและวิกฤตการณ์ในปี 2022 รวมกันเสียอีก

ย้อนกลับไปในอดีต โลกเจอภาวะ Oil Shock มาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อปี 1973 เกิดจากสงครามยมคิปปูร์ เมื่อกลุ่มประเทศอาหรับใช้น้ำมันเป็น “อาวุธ” เพื่อตอบโต้ประเทศอิสราเอลและประเทศพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศแถบยุโรป นำมาสู่การไม่ส่งออกน้ำมันไปให้ จนราคาน้ำมันทั่วโลกแพงขึ้น 300%
ต่อมาในปี 1979 โลกก็ต้องเจอ Oil Shock อีกครั้ง จากการปฏิวัติอิหร่านที่ทำให้ราคาดีดตัวไป 2 เท่า จนเกิดภาวะ Stagflation หรือของแพงแต่เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก
ข้ามมาในปี 2022 โลกโดยเฉพาะยุโรปก็เจอวิกฤตอีกครั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบถึง 80 พันล้านลูกบาศก์เมตร จนราคาก๊าซในยุโรปพุ่งสูงกว่า 250% และราคาน้ำมันโลกทะลุ 120 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,940 บาทตามค่าเงินปัจจุบัน) ต่อบาร์เรล สร้างวิกฤตค่าครองชีพและบีบให้ทั่วโลกต้องเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อลดการพึ่งพารัสเซียอย่างเร่งด่วน
ผู้อำนวยการ IEA เตือนว่า Oil Shock ในปี 2026 รุนแรงกว่า 3 วิกฤตพลังงานรวมกัน โดยมีตัวเลขความเสียหายที่น่าตกใจ เพราะปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากกว่าผลกระทบจากปี 1970 รวมกันถึงสองเท่า
ขณะที่ก๊าซ LNG หายไปกว่า 140 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าตอนสงครามยูเครนเกือบเท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างน้อย 40 แห่งใน 9 ประเทศยังถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้บีบให้ IEA ต้องออกมาตรการฉุกเฉินในการระบายน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์กว่า 400 ล้านบาร์เรล พร้อมข้อเสนอแนะให้รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการรัดเข็มขัด เช่น การส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน และการลดขีดจำกัดความเร็วบนทางหลวง
ล่าสุด แม้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขยายเส้นตายที่จะใช้กำลังทหารกับอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ออกไปอีก 10 วันเป็นวันที่ 6 เมษายน แต่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็ยังไม่ยอมถอยให้แก่กัน
วิกฤตพลังงานในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงภาพฉายซ้ำของเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นการสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบพลังงานโลก โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ผลกระทบที่ตามมาอาจสร้างรอยแผลลึกให้แก่เศรษฐกิจโลกไปอีกนาน / aljazeera
