หลายปีที่ผ่านมา BYD ค่ายรถอีวีดังของจีนทยานสู่ขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงทำยอดขายแซง Tesla ขึ้นเป็นรถอีวีที่ขายดีสุดในโลก แต่ล่าสุดต้องเจอกับข่าวร้ายจากตัวเลขในการดำเนินธุรกิจ
BYD แถลงว่า กำไรสุทธิไตรมาสเมื่อปี 2025 อยู่ที่ 32,600 ล้านหยวน (ประมาณ 153,000 ล้านบาท) ลดลงมา 19% โดยลดลงมากสุดในรอบ 4 ปี และยังมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 12.1% อีกด้วย
ปัจจัยหลักที่ฉุดความสามารถในการทำกำไรของ BYD ให้ลดลง มาจากการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดประเทศจีน แม้ว่าในอดีตรถยนต์ตระกูล Dynasty และ Ocean จะเคยสร้างชื่อเสียงและยอดขายถล่มทลายด้วยกลยุทธ์ราคาที่จับต้องได้
แต่ในปัจจุบันค่ายรถคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Geely และ Leapmotor ได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีจนบางด้านแซงหน้าไป แต่กลับมีราคาใกล้เคียงกัน จนทำให้ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของ BYD เริ่มลดลง ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตเพียง 3.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือทาง BYD มีการปรับลดพนักงานลงกว่า 10.2% เมื่อช่วงสิ้นปี 2025 เพื่อประคองกระแสเงินสดและลดภาระค่าใช้จ่ายคงที่

นอกจากปัจจัยด้านคู่แข่งแล้ว นโยบายภาครัฐของจีนเองก็มีส่วนซ้ำเติมสถานการณ์ โดยเมื่อมาตรการยกเว้นภาษีซื้อรถยนต์พลังงานใหม่สิ้นสุดลง ประกอบกับการปรับเกณฑ์เงินอุดหนุนที่หันไปสนับสนุนรถยนต์กลุ่มพรีเมียมที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ BYD ซึ่งมีพอร์ตสินค้ากว่า 61% อยู่ในกลุ่มรถราคาประหยัดที่ต่ำกว่า 150,000 หยวน (ประมาณ 700,000 บาท) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ยอดขายในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาจึงทรุดตัวอย่างมาก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันว่ากลยุทธ์ด้านราคาที่ BYD เคยใช้เป็นอาวุธหลัก กำลังย้อนกลับมาทำร้ายกำไรของบริษัทเองในวันที่ต้นทุนทุกอย่างพุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม หวัง ฉวนฟู่ ประธาน BYD ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในแผนการกู้คืนสถานการณ์ โดยระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงคัดค่ายที่จะอยู่รอด และค่ายไหนที่อยู่รอดได้ในช่วงนี้จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
ดังนั้น กลยุทธ์หลักของ BYD จากนี้จะมุ่งเน้นไปที่การขยายตลาดต่างประเทศอย่างเต็มสูบ เนื่องจากตลาดโลกยังมีอัตรากำไรที่สูงกว่าในจีน พร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นที่ชูจุดเด่นเรื่องแบตเตอรี่ชาร์จเร็วพิเศษ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้พ้นจากกับดักราคาถูก และสร้างความแตกต่างทางเทคโนโลยีให้ชัดเจนอีกครั้ง
สถานการณ์ของ BYD ในวันนี้คือบทเรียนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่เครื่องรับประกันอนาคต โดยการที่กำไรลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และการต้องลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก คือเครื่องเตือนใจว่าตลาดรถอีวีได้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ผู้บริโภคซื้อกันตามกระแสจนช่วยดันยอดขาย BYD และเข้าสู่ช่วงของการต่อสู้ด้วยประสิทธิภาพและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างแท้จริง
ปี 2026 จึงถือเป็นปีที่ท้าทายที่สุดของ BYD เพื่อการพิสูจน์ว่าจะสามารถปรับตัวจากผู้ผลิตรถยนต์ราคาประหยัดรายใหญ่ ไปสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่มั่นคงได้หรือไม่ ท่ามกลางสมรภูมิการค้าที่ดุเดือดทั้งในจีนและตลาดต่างประเทศ / cna
