ปีนี้ ถือเป็นช่วงที่ลีกฟุตบอลส่วนใหญ่ในยุโรปปิดฤดูกาล ซึ่งปกติจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่แฟนบอลจะไม่ต้องเหงา หลังการเริ่มฟาดแข้งต่อกันของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 หรือ FIFA World Cup 2026 ที่จะแข่งขันกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

ศึกฟุตบอลโลก 2026 โฉมใหม่ 48 ทีม ได้บทสรุปของทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘ครบทั้ง 48 ทีม’ อย่างเป็นทางการ หลังจากการแข่งขันเพลย์ออฟนัดชี้ชะตาสิ้นสุดลงทั้งหมด

โดยโควตาของโซนยุโรป 4 ที่นั่ง อิตาลีพลาดตั๋วฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน หลังบุกไปพ่ายจุดโทษต่อบอสเนียฯ 1-4 (หลังเสมอในเวลา 1-1) ขณะที่สวีเดนเปิดบ้านเฉือนชนะโปแลนด์ 3-2 ทางด้านตุรกีบุกชนะคอซอวอถึงถิ่น 1-0 และสาธารณรัฐเช็กดวลจุดโทษชนะเดนมาร์ก 3-2 (หลังเสมอ 2-2) ส่งผลให้ บอสเนียฯ, สวีเดน, ตุรกี และ เช็ก ควงแขนคว้าตั๋ว 4 ใบสุดท้ายของยุโรปไปครอง

ส่วนรอบเพลย์ออฟข้ามทวีป 2 ที่นั่งสุดท้าย ดีอาร์ คองโก คว้าตั๋วใบที่ 47 ได้สำเร็จหลังต่อเวลาพิเศษเฉือนชนะจาเมกา 1-0 ได้กลับไปลุยฟุตบอลโลกอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 1974 

และล่าสุด ทีมชาติอิรัก สามารถเฉือนชนะ โบลิเวีย ไปได้ 2-1 คว้าตั๋วใบที่ 48 ซึ่งเป็นใบสุดท้ายได้สำเร็จ ทำให้ทัพสิงโตเมโสโปเตเมียได้กลับไปลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกครั้งในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นการปิดฉากรอบคัดเลือกอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมลุยศึกใหญ่ที่อเมริกาเหนือ

ได้แชมป์บอลโลก ได้รับเงินรางวัลเท่าไร

  • เงินรางวัลรวมทั้งหมด: ประมาณ 22,925 ล้านบาท

  • งบสนับสนุนรวม (รวมค่าชดเชยสโมสร): ประมาณ 25,445 ล้านบาท


เงินรางวัลตามลำดับการแข่งขัน 

อันดับ / รอบที่เข้าถึง เงินรางวัลต่อทีม (ดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นเงินบาทไทย (โดยประมาณ)
แชมป์ (Winner) 50 ล้าน 1,750 ล้านบาท
รองแชมป์ 33 ล้าน 1,155 ล้านบาท
อันดับ 3 29 ล้าน 1,015 ล้านบาท
อันดับ 4 27 ล้าน 945 ล้านบาท
รอบ 8 ทีมสุดท้าย 19 ล้าน 665 ล้านบาท
รอบ 16 ทีมสุดท้าย 15 ล้าน 525 ล้านบาท
รอบ 32 ทีมสุดท้าย 11 ล้าน 385 ล้านบาท
รอบแบ่งกลุ่ม 9 ล้าน 315 ล้านบาท

ถ้วยเกียรติยศสูงสุดแห่งโลกลูกหนัง

ฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) คือการแข่งขันฟุตบอลระดับทีมชาติชายที่จัดโดย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อค้นหาทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย และจัดต่อเนื่องทุกๆ 4 ปี เว้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รูปแบบการแข่งขันได้ถูกพัฒนาและเพิ่มจำนวนทีมมาอย่างต่อเนื่อง จาก 13 ทีมในครั้งแรก สู่ยุคคลาสสิก 24 ทีม และขยับมาเป็น 32 ทีมตั้งแต่ปี 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรูปแบบที่แฟนบอลคุ้นเคยกันดี โดยมีโควตาจากแต่ละทวีปผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น

จาก 32 สู่ 48 ทีม: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในช่วงปี 2017 ทาง FIFA ได้ประกาศมติเอกฉันท์อนุมัติการขยายจำนวนทีมในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม โดยจะเริ่มใช้ระบบนี้เป็นครั้งแรกในทัวร์นาเมนต์ปี 2026 ซึ่งมี 3 ชาติจากทวีปอเมริกาเหนือผนึกกำลังกันเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก

รายละเอียดการแข่งขันแบบใหม่

การขยายเป็น 48 ทีม ทำให้แต่ละทวีปได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โควตาหลักแบ่งเป็น ยุโรป 16 ทีม, แอฟริกา 9 ทีม, เอเชีย 8 ทีม, อเมริกาใต้ 6 ทีม, คอนคาเคฟ 6 ทีม (รวมเจ้าภาพ), โอเชียเนีย 1 ทีม และอีก 2 ทีมจากรอบเพลย์ออฟข้ามทวีป

รูปแบบการแข่งขัน แบ่งกลุ่มเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แข่งแบบพบกันหมด ทีมอันดับ 1 และ 2 ของทุกกลุ่ม รวมถึงทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 8 ทีม จะผ่านเข้าสู่ รอบ 32 ทีมสุดท้าย (Round of 32) ซึ่งจะแข่งแบบน็อกเอาต์ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

ทัวร์นาเมนต์นี้จะมีการแข่งขันรวมทั้งสิ้นถึง 104 นัด จากเดิม 64 นัด กินระยะเวลาเกือบ 40 วัน หรือตลอดช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2026

ขุมทรัพย์ใหม่ทางการค้าของ FIFA

การเพิ่มจำนวนทีมและแมตช์แข่งขันใน FIFA World Cup 2026 สะท้อนถึงยุทธศาสตร์การขยายฐานความนิยมและเป้าหมายทางการค้าของ FIFA อย่างชัดเจน 

แมตช์ที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงรายได้มหาศาลจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด (Broadcasting Rights) สปอนเซอร์ระดับโลก และยอดขายตั๋วเข้าชม

นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้ชาติเล็ก ๆ หรือชาติที่ห่างหายจากเวทีนี้ไปนานได้มีส่วนร่วม ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฟุตบอลในภูมิภาคเหล่านั้น ทั้งการขายเสื้อแข่ง ลิขสิทธิ์สื่อในประเทศ และการตื่นตัวของแฟนบอลท้องถิ่น

การผนึกกำลังของเจ้าภาพทวีปอเมริกาเหนือ

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเจ้าภาพร่วมถึง 3 ประเทศ โดยจะใช้สนามแข่งขันถึง 16 สนาม แบ่งเป็น สหรัฐอเมริกา 11 สนาม, เม็กซิโก 3 สนาม และแคนาดา 2 สนาม

สำหรับสหรัฐอเมริกา นี่คือการต่อยอดความสำเร็จหลังจากที่เป็นเจ้าภาพ FIFA Club World Cup 2025 และ Copa América 2024 เป็นการตอกย้ำโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาที่แข็งแกร่ง และยกระดับกระแส ‘ซอกเกอร์’ ในประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ท้าทายความนิยมของอเมริกันเกมส์ดั้งเดิม

ความท้าทายจากการจัดการแข่งขันระดับมหึมา

แม้จะเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล แต่รูปแบบ 48 ทีมก็มาพร้อมความท้าทายหนักหน่วง โดยเฉพาะ ‘ความเหนื่อยล้าของนักเตะ’ ผู้เล่นแกนหลักของชาติต่าง ๆ ล้วนค้าแข้งอยู่ในลีกระดับท็อปของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน หรือยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งมีโปรแกรมแข่งขันที่อัดแน่นและดุเดือดตลอดทั้งฤดูกาลอยู่แล้ว 

การต้องมารับศึกหนักในทัวร์นาเมนต์ระดับชาติที่เพิ่มจำนวนรอบน็อกเอาต์ และต้องบินข้ามโซนเวลาในทวีปอเมริกาเหนือที่กว้างใหญ่ อาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนักเตะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การจัดการลอจิสติกส์ การเดินทางของแฟนบอลข้าม 3 ประเทศ และราคาตั๋ว รวมถึงที่พักที่อาจพุ่งสูงขึ้น ล้วนเป็นบททดสอบสำคัญของคณะกรรมการจัดการแข่งขัน

บัลลังก์แชมป์ FIFA World Cup

บราซิล เป็นชาติที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดยคว้าแชมป์ไปได้ถึง 5 สมัย ดังนี้ 1958, 1962, 1970, 1994, 2002 รองลงมาคือ เยอรมนี และ อิตาลี ที่คว้าไปชาติละ 4 สมัย ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง อาร์เจนตินา คว้าไปแล้ว 3 สมัย

แชมป์ FIFA World Cup ย้อนหลัง 5 สมัย

ปี 2022 : อาร์เจนตินา

ปี 2018 : ฝรั่งเศส

ปี 2014 : เยอรมนี

ปี 2010 : สเปน

ปี 2006 : อิตาลี

Marketeer FYI 

นัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ที่สนาม MetLife Stadium ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมนิวยอร์ก ไจแอนต์ส และ นิวยอร์ก เจ็ตส์ มีความจุผู้ชมได้กว่า 82,500 ที่นั่ง เตรียมบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเฉลิมฉลองแชมป์โลกในยุค 48 ทีม