รองเท้าวิ่งคู่ละเฉียดหมื่นที่ใส่เดินห้าง เสื้อฟุตบอลทีมโปรดที่กลายเป็นไอเทมสุดฮิตในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ไม้เทนนิสและพิกเกิลบอลที่กลายเป็นพร็อพถ่ายรูปคู่คอร์ทของคนเมือง
ภาพเหล่านี้ในปี 2026 ยืนยันชัดเจนว่า “กีฬา” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสนามอีกต่อไป แต่มันคือ “นิยามการใช้ชีวิต” ของคนยุคนี้
ซึ่งเทรนด์เหล่านี้เองที่กลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ตลาดค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง Supersports ที่มองเห็นโอกาสในสมรภูมิที่เปลี่ยนไป
เทรนด์เปลี่ยน เกมเปลี่ยน
จากข้อมูลของ Supersports พบว่าตลาดอุปกรณ์กีฬามีมูลค่าสูงถึง 3.6 หมื่นล้านบาท และส่งสัญญาณบวกชัดเจน โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 ตลาดจะเติบโตได้ถึง 4% ซึ่งสูงกว่า GDP ของประเทศ
ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบางและสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย หลายอุตสาหกรรมชะลอตัว แต่ทำไมตลาดอุปกรณ์กีฬายังคงเติบโตสวนกระแส?
นายอเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด วิเคราะห์ว่าหัวหอกสำคัญมาจาก 4 กลุ่มหลัก
- กลุ่มวิ่ง : ขยับสู่ “Lifestyle Running” ที่เน้นภาพลักษณ์และการเข้าสังคม
- กลุ่มแรคเก็ต : เทนนิสและแบดมินตันฟีเวอร์จนยอดขายโตแรงถึง 26%
- กลุ่มฟุตบอล : เสื้อบอลกลายเป็นแฟชั่นที่ใส่ได้ทุกวัน
- กลุ่มเอาท์ดอร์ : กิจกรรมกลางแจ้งยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนเมือง

Supersports ในวันที่ไม่ได้เป็นแค่ “ร้านขายของ”
เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน Supersports จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ร้านค้าที่รอคนมาซื้อรองเท้าแล้วจบไป
แต่กำลังสร้างระบบนิเวศกีฬา (Sports Ecosystem) ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค ผ่านกลยุทธ์ “Move You, Move Sports”
ซึ่งหมายถึงการเข้าไปอยู่ในทุกจังหวะชีวิตของคนรักกีฬาแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่การมีสินค้าครบครัน การสร้างพื้นที่ให้คนที่มีความชอบเหมือนกันมาเจอกัน ไปจนถึงการจัดกิจกรรมและการแข่งขันอย่างครบวงจร
อัดฉีด 200 ล้าน ยกระดับมาตรฐาน Store 3.0
โดยเบื้องต้นในปี 2569 Supersports ได้เตรียมทุ่มงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล ขอนแก่น ในช่วงเดือนพฤษภาคม และเซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม
พร้อมตั้งเป้ารีโนเวทสาขาต่างจังหวัดอีก 10 แห่งให้กลายเป็น Store 3.0 ทั้งหมดภายในปีนี้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ทันสมัยเทียบเท่ากับสาขาแฟลกชิพที่เซ็นทรัลเวิลด์
คัดสรรแบรนด์ชั้นนำ และความพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น
นอกจากนี้ Supersports ยังมีแผนที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ให้มากขึ้น โดยในปีนี้ได้มีการดึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง HEAD (เทนนิสและพิกเกิลบอล) รวมถึง FILA เข้ามาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ
พร้อมกับพัฒนาสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) เช่นแบรนด์ Energetics และ PRO TOUCH ให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายกลุ่มนี้จาก 5% เป็น 10% ภายใน 5 ปี
รวมถึงยังมีแผนดึงสโมสรฟุตบอลระดับโลกมาทำโปรเจกต์พิเศษเพื่อมัดใจกลุ่ม Gen Z ที่สร้างการรับรู้แบรนด์เพิ่มขึ้นถึง 15%

ปั้น Community เปลี่ยนลูกค้าขาจร เป็นแฟนคลับขาประจำ
สิ่งที่น่าสนใจและเห็นผลการทำ CRM อย่างชัดเจนคือการปั้น Supersports Running Club ที่ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3,500 คน เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนรักกีฬาได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ชีวิตร่วมกัน มากกว่าแค่มาฝึกซ้อมเพื่อไปแข่ง
ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนจากการขายของแบบเดิมมาเป็นการสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ผ่านกิจกรรมกว่า 330 งานต่อปี ซึ่งมีคนเข้าร่วมรวมกว่า 300,000 คน ทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่าเดิม
ไม่หยุดแค่แชร์ 25% รุกหนักออนไลน์ดันยอดรวมโต 5%
อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทจึงไม่ได้มองแค่เรื่องการรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ครองอยู่ 25% เพียงอย่างเดียว
แต่จะรุกหนักไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่คาดว่าจะเติบโตกว่า 30% พร้อมตั้งเป้ายอดขายรวมเติบโตที่ 5%
ท้ายที่สุดแล้วในสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ “สินค้า” อาจหาซื้อจากที่ไหนก็ได้ แต่ประสบการณ์และคอมมูนิตี้ คือสิ่งที่เลียนแบบได้ยาก
และนั่นคืออาวุธสำคัญที่ Supersports ใช้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้ก้าวไปสู่มาตรฐานใหม่ที่สูงกว่าเดิม

