เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน คือยุคทองของ Startup ในเมืองไทย
ช่วงเวลาที่ VC ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาตั้งกองทุน เปิดรับ Pitching และแข่งขันกันลงทุนใน Startup ไทยระดับ Seed Round อย่างคึกคัก
คำว่า “Startup” กลายเป็นความฝันของคนรุ่นใหม่ ใคร ๆ ก็อยากเป็น Startup
คำว่า “SME” ดูเชยขึ้นมาทันที เพราะถูกมองว่าเป็นร้านค้าแบบดั้งเดิมที่ไม่มีอนาคต
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่เกิดขึ้นกลับต่างออกไป Startup ไทยจำนวนไม่น้อยค่อย ๆ แผ่วลง
บางรายปิดตัว บางรายไปต่อยาก บางรายมี User แต่ไม่มีกำไร และหลายบริษัทก็พบว่า “การโต” กับ “การรอด” เป็นคนละเรื่องกัน
ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับมีบริษัทหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยที่สามารถสร้างธุรกิจจนมีรายได้และกำไรระดับ “พันล้านบาท” ได้สำเร็จ
บางบริษัทมีกำไรใกล้เคียง หรือมากกว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่เปิดมานานหลายสิบปีเสียอีก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยสูตรสำเร็จแบบ Startup Unicorn ไม่ได้จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีล้ำที่สุด ไม่ได้เริ่มจากการระดมทุนก้อนใหญ่ และไม่ได้ต้องมีผู้ก่อตั้งที่เขียนโค้ดเก่งระดับ Silicon Valley
พวกเขาไม่ได้ถูกวัดด้วยจำนวนผู้ใช้ ยอดซื้อขายบนแพลตฟอร์ม มูลค่าบริษัท หรือจำนวนรอบที่ได้เงินลงทุน
แต่ถูกวัดด้วยคำถามง่าย ๆ ที่สามารถตอบได้ทันที อย่าง “เดือนนี้ขายได้เท่าไหร่” “กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่” “เงินสดเหลือไหม”
ที่สำคัญ ธุรกิจเหล่านี้กลับขายสินค้า “ธรรมดา” ที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ไปจนถึงอาหารแมว
ทุกรายไม่ได้พยายาม “Disrupt โลก” แต่พยายาม “เข้าใจคน” และมองเห็น “Pain Point เล็ก ๆ” ที่หลายคนมองข้าม
ตัวอย่างเช่น
Kaniva ที่มองเห็นว่าอาหารแมวพรีเมียมในตลาดมีราคาสูงจนเข้าถึงยาก คำถามง่าย ๆ ที่แบรนด์ตั้งคือ “ทำไมอาหารแมวดี ๆ ต้องแพงเสมอไป”
Gentlewoman เริ่มต้นจากการมองเห็น Pain Point เล็ก ๆ ของผู้หญิงไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่มักหาเสื้อผ้าใส่ยาก
ตี๋น้อย มองว่าคนอยากกินบุฟเฟต์ที่ราคาเข้าถึงง่าย กินได้บ่อย และเลือกเปิดในช่วงเวลาที่คนมองข้าม ตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงช่วงดึกและเช้ามืด
Moshi Moshi เลือกขายของดีราคาถูก เริ่มต้นเพียง 20 บาทสิ่งที่แบรนด์ทำไม่ใช่เทคโนโลยีซับซ้อน แต่คือการเข้าใจว่า ผู้บริโภคอยาก “ซื้อความสุขเล็ก ๆ” ได้บ่อยโดยไม่ต้องคิดมาก
Kinkanzen มองว่า ในช่วงหนึ่งอาหารญี่ปุ่นยังถูกมองเป็นของแพงและเข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป แบรนด์จึงเลือกเดินอีกทางด้วยแนวคิดว่า
“อาหารญี่ปุ่นดี ๆ ไม่จำเป็นต้องแพง” พร้อมสร้างจุดจดจำจากเมนูซูชิ “คำละ 10 บาท”
ขณะที่ Dr.Pong มองเห็นช่องว่างสำคัญว่า คนรุ่นใหม่อยาก “เข้าใจ” ผลิตภัณฑ์ มากกว่าถูกขายสินค้าเพียงอย่างเดียว และอยากฟังคำอธิบายจาก “หมอตัวจริง” ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย
อีกด้านหนึ่ง โลกธุรกิจก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน
ในอดีต การสร้างแบรนด์ต้องใช้เงินมหาศาล ต้องซื้อโฆษณาทีวีที่ราคาต่อนาทีแพงมาก ต้องมี Connection กับ Modern Trade
ต้องมีหน้าร้าน และต้องมีโรงงานใหญ่
แต่วันนี้ TikTok, Facebook, Instagram และ E-commerce ช่วยลดต้นทุนการสร้างแบรนด์ลงมหาศาล คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง
คลิปเดียวอาจสร้างยอดขายหลักล้าน แบรนด์เล็กอาจดังได้เร็วกว่าแบรนด์ใหญ่ หากเข้าใจผู้บริโภคมากกว่า
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีเงินหนาเสมอไป
แต่ ใครเข้าใจคนเร็วกว่า สื่อสารเก่งกว่า เคลื่อนตัวเร็วกว่า สร้าง Emotional Connection ได้ดีกว่า คนนั้นอาจเป็นผู้ชนะ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า การสร้างธุรกิจ SME ยุคนี้ง่ายขึ้นทั้งหมด พราะในวันที่ต้นทุนการเริ่มต้นต่ำลง
การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นเช่นกัน
แบรนด์ใหม่จำนวนมากโตเร็ว แต่บางแบรนด์ก็หายเร็วเช่นกัน เพราะไม่สามารถสร้างฐานลูกค้าระยะยาวได้
การสร้างธุรกิจให้โตเร็วในช่วง 3-5 ปีแรก อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการสร้างบริษัทให้อยู่รอดได้ต่อเนื่อง
เพราะสุดท้าย ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีทั้งระบบคุณภาพสินค้า การบริหารต้นทุน และความสามารถในการสร้างแบรนด์ระยะยาว
แต่ถึงอย่างนั้น ปรากฏการณ์ “เถ้าแก่พันล้านในเวลาไม่ถึง 10 ปี” ที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นสัญญาณสำคัญบางอย่างของเศรษฐกิจไทย
เพราะมันสะท้อนว่า ตื่นจากความฝันที่ไม่ได้เป็นStartup เราก็ยังมีโอกาส เป็นเจ้าของธุรกิจที่เติบโตได้จริง
