ฟุตบอลโลก 2026 ใกล้จะเปิดฉากเข้ามาทุกที โดยท่ามกลางการแข่งขันทั้งหมด 104 แมตช์ มีสิ่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งแต่กลับมักถูกมองข้าม นั่นคือผืนหญ้าที่นักเตะใช้ฟาดแข้ง ที่ต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ 

กลุ่มคนที่ดูแลความสมบูรณ์แบบนี้ คือ ผู้มีอาชีพเบื้องหลังวงการกีฬา ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จัก แต่ก็ขาดไม่ได้อย่างผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้า 

ย้อนกลับไปในศึกโคปาอเมริกา 2024 ซึ่งสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ บรรดานักเตะต่างบ่นว่าเล่นไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งหลังแข่งจบส่วนใหญ่ลงความเห็นว่ามาจากคุณภาพของหญ้าในสนามไม่ดี 

ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้อเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ในฐานะเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026 นั่งไม่ติด และต้องหาทางจัดการ ซึ่งผู้รับผิดชอบโดยตรงก็คือผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้านั่นเอง 

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยนำโดย จอห์น โซโรแชน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี และเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้ามากประสบการณ์ ได้รับการว่าจ้างจาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFAให้ทำการทดลองกับหญ้ามากกว่า 170 รูปแบบ 

เขาและทีมงานทำตั้งแต่การยิงลูกบอลใส่หญ้า นำรองเท้าสตั๊ดมาสับ มาเหยียบเพื่อหาพันธุ์หญ้าไปจนถึงหาส่วนผสมดินที่สมบูรณ์แบบที่สุด 

เพราะความหนาหรือความยาวของหญ้าที่ต่างกันเพียงแค่ 5 มิลลิเมตร สามารถเปลี่ยนสนามให้หนืดเหนียวเหมือนตีนตุ๊กแกหรือเรียบไหลเป็นพรมธรรมชาติได้ทันที ดังนั้นทีมงานของ จอห์น โซโรแชน จึงต้องใช้เครื่องจักรสีแดงยิงลูกฟุตบอลจำลอง 

และใช้กลไกเหล็กติดรองเท้าสตั๊ดปั๊มลงบนพื้นผิว เพื่อวัดแรงสปริง การยึดเกาะของรองเท้า และหาวิธีลดรอยไดวอท (รอยหญ้าเปิด) ระหว่างเกม เพราะสนามที่แย่นอกจากจะทำให้เกมไม่ลื่นไหลแล้ว อาจร้ายแรงถึงขั้นพรากอาชีพนักเตะค่าตัวพันล้านได้หากเกิดอาการบาดเจ็บ 

นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันสุดขั้วของแต่ละเมืองก็เป็นโจทย์ใหญ่ ตั้งแต่ความร้อนชื้นในเม็กซิโกซิตี้และไมอามี ไปจนถึงความหนาวเย็นในโตรอนโตและบอสตัน ทีมวิจัยจึงต้องแยกสูตรการดูแล 

เมืองอากาศร้อน ใช้ หญ้าเบอร์มิวดา ซึ่งหนาแน่นและแห้งไว โดยต้องตัดให้สั้นกว่าปกติเล็กน้อย ส่วนเมืองอากาศเย็น ใช้หญ้าเคนทักกีบลูแราส ผสมกับหญ้าไรแกรส 

เทรย์ โรเจอร์ส ผู้ช่วยของ จอห์น โซโรแชน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้าอีกคน เผยว่าเขาได้ปูหญ้าจริงบนหญ้าเทียมในร่มที่สนาม พอนเทียก ซิลเวอร์โดม ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก 

โดยเขาเริ่มสนใจเรื่องหญ้ามาตั้งแต่ที่ สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1994 แม้แทบไม่เคยรู้จักฟุตบอลมาก่อนเหมือนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ณ เวลานั้นก็ตาม 

ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ใหญ่และท้าทายกว่าเมื่อปี 1994 หลายเท่า โดยปกติแล้วหญ้าจะต้องปลูกในท้องถิ่นและใช้เวลาปรับตัวหลายสัปดาห์หลังจากย้ายมาปูใหม่ แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ สนามหลายแห่งจะมีเวลาปูหญ้าก่อนเขี่ยลูกเริ่มเล่นเพียงแค่ 10 วันเท่านั้น 

โจ วิลกินส์ เจ้าของฟาร์มหญ้าในโคโลราโด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้าอีกคนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยเขารับหน้าที่จัดส่งหญ้าให้สนามแอตแลนตา แดลลัส และฮิวสตัน ซึ่งเป็นสนามแบบปิดทั้งหมด 

เขาต้องปลูกหญ้าบนแผ่นพลาสติกบางๆ เหนือชั้นทรายเพื่อรักษารากหญ้าตอนเก็บเกี่ยว และต้องประคบประหงมประดุจลูกรักด้วยปุ๋ย สาหร่ายทะเล และซิลิกา เพราะหญ้าไม่เคยมีวันหยุดราชการ 

เมื่อถึงเวลาขนส่ง ทีมงานของเขาจะใช้รถฟาร์มติดใบมีดคล้ายที่ตัดพิซซ่ายักษ์ กรีดหญ้าเป็นแถบยาว แล้วรอจนดวงอาทิตย์ตกดินเพื่อให้หญ้าแห้ง 

จากนั้นก็ม้วนเก็บแล้วรีบเอาขึ้นรถบรรทุกห้องเย็นทันที รถขนส่งห้องเย็นนับร้อยคันต้องวิ่งพล่านทั่วอเมริกาเหนือเพื่อส่งหญ้ากว่าล้านตารางฟุตให้ทันกำหนด 

และเมื่อหญ้ามาถึงสนามแบบปิดที่ไม่มีแสงแดด เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง ไฟ LED grow lights จะถูกหย่อนลงมาจากเพดานสเตเดียม สาดแสงสีชมพูอมม่วงไปทั่วผืนสนามเพื่อส่งพลังงานให้หญ้าเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

โดยแม้จะมีคนกำลังตัดหญ้าอยู่ข้างใต้ก็ตาม แต่วิธีการดูแลหญ้าในปี 2026 ก็พัฒนาขึ้นมากและต่างจากปี 1994 อย่างสิ้นเชิง 

จอห์น โซโรแชน ยืนยันว่า วิกฤตลูกบอลเด้งมากเกินไปแบบในโคปาอเมริกาจะไม่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้แน่นอน เพราะปัญหาตอนนั้นเกิดจากชั้นรองรับระหว่างหญ้าจริงกับหญ้าเทียมข้างใต้บางเกินไป 

ซึ่งในฟุตบอลโลก 2026 ฟีฟ่าได้สั่งเพิ่มชั้นกันชนให้หนาขึ้นตามคำแนะนำของเขาแล้ว ประกอบกับได้มีการทดลองระบบโลจิสติกส์และแรงงานไปบางส่วนแล้วในศึกสโมสรโลกที่ผ่านมา 

ฟีฟ่าทุ่มเงินมากกว่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 170 ล้านบาท) ไปกับเฉพาะเรื่องหญ้าในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่ง จอห์น โซโรแชน และ เทรย์ โรเจอร์ส หวังว่างานวิจัยชิ้นนี้จะไม่เพียงแต่ทำให้ฟุตบอลโลกดำเนินไปอย่างราบรื่น 

แต่น่าจะช่วยยกระดับการจัดการพื้นสนามหญ้าไปถึงระดับโรงเรียนมัธยมท้องถิ่น และอาจเปลี่ยนใจให้ทีมอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล หันมาใช้หญ้าจริงในโดมมากขึ้นในอนาคตอีกด้วย 

สำหรับผู้เชี่ยวชาญเรื่องหญ้า (Turfgrass Specialist) เป็นอาชีพที่มีการเรียนการสอนอย่างจริงจังในระดับมหาวิทยาลัย เช่นในสหรัฐฯ อยู่ในภาควิชา พืชศาสตร์และปฐพีวิทยา ซี่งสังกัดคณะเกษตร 

โดยเหตุผลที่มีการเรียนการสอนอย่างจริงจังนั้นก็มาจากหลายปัจจัย ทั้งการดูแลรักษาและบริหารจัดการเรื่องหญ้าในวงการกีฬาเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโต และครอบคลุมกีฬาหลายประเภท 

นี่จึงทำให้มีงานรองรับและเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก ส่วนรายได้เฉลี่ยก็เริ่มต้นที่ 42,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) ต่อปี 

ส่วนถ้ามีประสบการณ์สูง อาจต่อยอดสู่ธุรกิจมากมาย เช่นเปิดฟาร์มหญ้าของตัวเอง พร้อมดูแลแบบครบวงจร ซึ่งหากถึงจุดนั้นเงินที่ทำได้อาจมากถึง 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 16.3 ล้านบาท) ต่อปี / bbc