ทีซีแอล (TCL) ประเทศไทย ประกาศแผนธุรกิจในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2026 มุ่งยกระดับสู่แบรนด์พรีเมียม เป้าเติบโต 30% ด้วยกลยุทธ์สินค้าพรีเมียม ผสานช่องทางขายออนไลน์สู่ออฟไลน์

คุณโมนิก้า เกา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทย พบว่าตลาดผลิตภัณฑ์ระดับกลางไปจนถึงระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นทีวีหน้าจอขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น มีศักยภาพเติบโต 

ส่วนสำคัญมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ได้มองหาสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการสินค้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความคุ้มค่าคุ้มราคา

ส่วนการดำเนินงานของบริษัท ผลประกอบการในปี 2025 ที่ผ่านมา TCL ประเทศไทย มีการเติบโต 15.5% เทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวมกว่า 6,730 ล้านบาท

เป้าหมายในปี 2026 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของภาพรวมทุกกลุ่มสินค้าไว้สูงถึง 30% โดยแผนงานหลักจะเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์พรีเมียมอย่างเต็มตัว

และสัดส่วนรายได้หลักตามเป้าหมายของบริษัทในปี 2026 แบ่งตามกลุ่มสินค้า ประกอบด้วย กลุ่มทีวี 30%, กลุ่มเครื่องปรับอากาศ 30%, กลุ่มเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และสินค้าอื่น ๆ รวม 40%

ปีนี้ บริษัทจะนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาในทุกกลุ่มสินค้า อาทิ การนำทีวีระดับแฟลกชิป Super QLED กลับมาทำตลาดอีกครั้ง เครื่องปรับอากาศที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI Energy Saving ที่ช่วยประหยัดไฟขึ้นสูงสุด 40% ควบคู่กับ AI Sleep Mode ที่ใช้เรดาร์วิเคราะห์พฤติกรรมการนอน และเครื่องซักผ้า AI Smart Wash ที่ชั่งน้ำหนักและตวงน้ำยาอัตโนมัติ พร้อมยกระดับบริการหลังการขายผ่านแอปพลิเคชัน “TCL Home” และเปิด LINE Official Account แยกเฉพาะสำหรับทีมช่าง

บริษัทยังจะเน้นกลยุทธ์ผสานช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ โดยเพิ่มงบการตลาดมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นการใช้ออนไลน์ดึงดูดทราฟฟิก และส่งต่อลูกค้ามาทดลองใช้สินค้าจริงที่หน้าร้านออฟไลน์และแฟลกชิปสโตร์ทั่วประเทศ 

พร้อมดึง “ครอบครัวดีน” ซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อแมทธิว ดีน, คุณแม่ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และลูก ๆ ทั้งสามคน ได้แก่ น้องดีแลน, น้องเดมี่ และน้องดีออน มาเป็นตัวแทนภาพลักษณ์หลักของสินค้า เพื่อสื่อสารถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด ทีซีแอล เข้าใจบ้าน เข้าใจคุณ

ทั้งนี้ กลุ่มทีวีจะเป็นพอร์ตขับเคลื่อนการเติบโตหลักของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง จากการมองเห็นปัจจัยหนุนของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะแข่งขันกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งบริษัทเตรียมทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายโดยเฉพาะทีวีจอใหญ่ และสอดคล้องกับกลยุทธ์การทำสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างการเป็นผู้สนับสนุนหลักกีฬาโอลิมปิก และสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล ซึ่งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกล่าสุด ก็ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์แบรนด์ไปในตัว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของตลาดกลุ่มทีวีในแง่ของต้นทุนการผลิตจากปัญหาชิปประมวลผลขาดแคลนทั่วโลกนั้น ตอนนี้บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้ดีและได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทแม่มีธุรกิจผลิตเซมิคอนดักเตอร์เป็นของตนเอง 

บริษัทจึงยืนยันว่าในปีนี้จะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างรุนแรง และยังคงรักษาการแข่งขันด้วยความคุ้มค่า คุ้มราคา เอาไว้เช่นเดิม

บริษัทยังมีแผนการลงทุนก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิต โดยการสร้าง “โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศ” แห่งใหม่ในจังหวัดระยอง ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2027 หรือต้นปี 2028 

โรงงานนี้จะเป็นฐานการผลิตแห่งที่ 3 นอกประเทศจีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านซัพพลายเชน เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประจำภูมิภาค และเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นฐานการส่งออกในอนาคต

ส่วนมาร์เก็ตแชร์ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านไทยของบริษัท ณ ปัจจุบัน เครื่องปรับอากาศ ครองอันดับ 1 ทั้งในแง่ของจำนวนเครื่องและมูลค่ายอดขาย

ทีวี มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 18% และตั้งเป้าขยับขึ้นเป็น 20% ในปีนี้ และตลาด Mini LED TV ครองยอดขายอันดับ 1 ในไทยติดต่อกันมา 2 ปี

ทั้งสัดส่วนยอดขายทีวีของบริษัทในปัจจุบัน เปลี่ยนจากกลุ่มฟังก์ชันพื้นฐาน มาเป็นสินค้ากลุ่ม Mid-to-High แล้วถึง 70% 

ส่วนในระดับสากล การที่ TCL ได้ร่วมทุนกับแบรนด์ Sony ในส่วนกลุ่มธุรกิจทีวีและโฮมเธียเตอร์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Sony BRAVIA ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์พรีเมียมและยกระดับความน่าเชื่อถือในการแข่งขันของบริษัท อย่างไรก็ตาม สำหรับการทำตลาดในไทย ณ ปัจจุบันยังไม่มีทิศทางการทำแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือดังกล่าวโดยตรง