Net Neutrality คือ ความเป็นกลางของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

 

ปกติเวลาใช้อินเตอร์เน็ต คนก็ใช้กันโดยไม่ได้คิดอะไร ถ้าเข้าเว็บนี้ช้า ก็หมายถึง เน็ตช้า หรือ เว็บหนัก 

แต่ไม่แน่ว่า ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอาจจะลำเอียง หรือ ไม่เป็นธรรมก็ได้ เช่น เว็บนี้เป็นคู่แข่งของเรา เว็บนี้ส่งผลไม่ดีต่อธุรกิจเรา ก็เลยบล็อก หรือลดความเร็วลง เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน ก็สามารถทำให้เร็วขึ้น เพื่อผลประโยชน์อื่นๆ ที่ตามมา เช่น

เว็บดูหนังออนไลน์อาจจ่ายเงินเพิ่มให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตทั้งหลายเพื่อให้เว็บตัวเองเร็วขึ้น ผู้บริโภคจะได้ประทับใจ

หรือ เว็บหนังออนไลน์ถูกกฎหมาย จ่ายเงินเพื่อให้บล็อกเว็บดูหนังออนไลน์ผิดกฎหมาย เป็นต้น

 

ตัวอย่างกราฟนี้ คือ ความเร็วของ Netflix ในแต่ละเครือข่าย จะเห็นได้ว่าความเร็วส่วนใหญ่นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี แต่สำหรับ Comcast และ Verizon Netflix ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้ความเร็วกลับมาดีเหมือนเดิม

 

ประเด็นเรื่อง Net Neutrality นั้นมีมานานตั้งแต่ปี 2000 แต่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนมาถึงปี 2015 มีการร่างกฎหมาย นำมาใช้ในที่สุด และถึงแม้ว่าจะไม่ได้บังคับให้เป็นกลาง Net Neutrality 100% แต่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หลายฝ่ายก็ไม่พอใจ

จนล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2017 FCC องค์กรที่ดูแลเรื่องนี้ ก็ประกาศยกเลิก Net Neutrality ไปเรียบร้อย

 

ฝ่ายผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต

-ไม่มีใครชอบอยู่แล้ว เพราะมันคือการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของภาครัฐ

-คิดว่าไม่มีองค์กรไหนที่จะลำเอียงแบบสุดโต่งเพราะ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย เช่น Comcast, Verizon, AT&T, Time Warner Cable หรือ Charter) หากเน็ตเจ้าไหนลำเอียงมาก ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น นี่คือตลาดเสรี

ฝ่ายผู้ใช้ เสียงแตกเป็น 2 ฝ่าย

-บางคนก็อยากได้ Net Neutrality เพราะคิดว่าจ่ายเงินไปแล้ว มีสิทธิ์เข้าถึงทุกสิ่งอย่างในอินเตอร์เน็ต

-แต่บางคนก็คิดว่า หากมี Net Neutrality แล้วบางเว็บไซต์เร็วขึ้นก็ดี เว็บที่ไม่ดีก็ควรถูกบล็อก ป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงได้ เป็นต้น

 

 

หากใครไม่เข้าใจ ลองดูคลิปอธิบาย ที่ใช้ร้านเบียร์เป็นตัวเล่าเรื่องดู เผื่อดูภาพแล้วจะเข้าใจมากขึ้น

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer