The Battle :ศึกชิงเจ้าเวหา “ไทยไลอ้อนแอร์” ขอบินแซง “ไทยแอร์เอเชีย”

การ “เทก ออฟ” ของสายการบิน Low Cost ที่ผุดขึ้นเต็มสนามบิน ส่งแรงสั่นสะเทือนให้สายการบินระดับกลางและบนต้องปรับตัวหลายกระบวนท่า เพื่อไม่ให้ลูกค้าปันใจหันไปตีตั๋วโดยสารสายการบินคู่แข่ง 

ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือ บางกอก แอร์เวย์ส ถึงจะวางตัวเองเป็น “บูติก แอร์ไลน์” แต่หากสังเกตก็มีหลายเส้นทางที่แข่งขันราคากับสายการบิน Low Cost ชนิดที่ราคาแพงกว่านิดหน่อยแต่ได้ขึ้นเครื่องหรูกว่าอย่าง “บางกอกแอร์เวย์ส” 

คู่แข่งตัวจริงของ เบอร์ 1

โดยใครๆ ก็รู้ว่า  “จุดขาย” สายการบิน Low Cost คือตัดบริการหรูหราที่คิดว่าไม่จำเป็นออกไป,ถึงขนาดบางสายการบินไม่มีเสิร์ฟอาหาร เพื่อลดต้นทุนให้มากที่สุด จากนั้นก็ไปทำราคาตั๋วโดยสารแข่งขันกันว่า “ใครถูกกว่า ได้เปรียบ” 

ในอดีตคนที่ปลุกกระแสสายการบิน Low Cost ให้บูมในเมืองไทยนั้นคือ “ไทยแอร์เอเชีย” ที่มาพร้อมสโลแกน “ใครๆ ก็บินได้” จากนั้นก็ใช้วิธีขายตั๋วเครื่องบินราคาถูก ทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง

ที่ผ่านมา ไทยแอร์เอเชีย เจอคู่แข่งมากมาย แต่ต้องบอกว่า “ไม่ใช่คู่ชก” ที่จะทำให้ผู้นำตลาดรายนี้เสียศูนย์  จนมาถึงผู้มาใหม่อย่าง “ไทยไลอ้อนแอร์” สายการบินจากประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้ร่วมทุนกับกลุ่มนักธุรกิจชาวไทย และนี้คือสายการบิน “คู่แข่ง ตัวจริง” ของ ไทย แอร์เอเชีย

  เพราะแค่เปิดตัวเพียง 4 ปีในไทย “ไทยไลอ้อนแอร์” ก็ใช้เกมราคาเชือดเฉือนแย่งชิงลูกค้าจาก ไทยแอร์เอเชีย กับ นกแอร์ จนเวลานี้มีส่วนแบ่งตลาดถึง 18.7% ถึงขณะที่ว่า อัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน ไทยไลอ้อนแอร์ จะบอกว่า คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ ที่จะโค่น “ไทยแอร์เอเชีย” ลงจากตำแหน่งจ่าฝูง แต่เรดาร์การตลาดก็ล๊อคเป้าหมายไว้แล้วว่า ไทย ไลอ้อน แอร์ จะต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสายการบิน Low Cost

เพียงแต่ความท้าท้ายของธุรกิจ ณ เวลานี้คือ ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นจาก Effect การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ทำให้สายการบิน Low Cost หลายรายเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ถ้าเลือกจะตัดราคาแย่งชิงลูกค้ากันไปเรื่อยๆ ก็มีแต่เจ็บกับเจ็บ

ผู้ท้าชิงอย่าง “ไทยไลอ้อนแอร์” เลือกจะลดเกียร์เกมราคามาสู่การเป็น “เครื่องบินการตลาดไฮบริด”

“เครื่องบินการตลาดไฮบริด” ในที่นี้ไม่ใช่การใช้พลังงานไฟฟ้าผสมน้ำมัน แต่คือสูตรการตลาดที่ “ไทยไลอ้อนแอร์” คิดว่ามาถูกทาง

นั้นคือการลงทุนซื้อครื่องบินแอร์บัส A330-300 แบบลำตัวกว้าง 3 ลำ รองรับการบินระยะไกล พร้อมกับลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อบันเทิงบนเครื่องบิน เช่น จอภาพส่วนตัวหน้าที่นั่งสำหรับการชมภาพยนตร์, และฟังเพลง ช่อง USB ในการชาร์จโทรศัพท์ ในขณะที่ค่าตั๋วยังตรึงราคาเดิมในช่วงเวลาปรกติ

อย่างไรก็ตามหากสังเกตกราฟปีต่อปีราคาตั๋วในภาพรวมธุรกิจการบิน Low Cost อัตราค่าบริการมีแต่ถูกลงเรื่อยๆ ปีหน้า 2018 ก็ยังจะแข่งขันราคาเข้มข้นเข้าไปอีกขั้น และแน่นอน “ไทยไลอ้อนแอร์” ก็ต้องหาสูตรการตั้งราคาให้สมดุลย์ เพื่อให้ตัวเองมีกำไรเติบโตขึ้นกว่าเดิม

ส่วนอีกหนึ่งจุดอ่อนของผู้ท้าชิงรายนี้นั้นคือเส้นทางการบินที่ยังน้อยกว่าคู่แข่ง และเป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกเพิกเฉย เพราะผู้บริหาร ไทย ไลอ้อนแอร์ ประกาศชัดเจนแล้วว่าภารกิจแรกสุดคือจะต้องเกาะติดทุกเส้นทางการบินจากผู้นำตลาดอย่าง “ไทยแอร์เอเชีย” ให้ได้ก่อน

เพราะเมื่อมีเส้นทางบินใหม่ๆ ก็ย่อมหมายถึงลูกค้าใหม่ๆ ที่จะมีรายได้ที่เข้าบริษัทมาอีกมหาศาล และหาก “ไทยไลอ้อนแอร์” มีเส้นทางการบินเทียบเท่า “ไทยแอร์เอเชีย” เมื่อไร ก็น่าติดตามว่าจะบินแซงหน้าเบอร์หนึ่ง ได้หรือไม่

“ยอมรับ เราเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับสายการบินไทยไลอ้อนแอร์  ไปบางส่วน แต่คนที่น่าจะได้ผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นนกแอร์มากกว่าเรา”ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ยอมรับตรงไปตรงมาว่าโดน “ไทยไลอ้อนแอร์” แย่งชิงลูกค้าไปพอสมควร

วิธีแก้เกมแรกสุดของ “ไทย แอร์ เอเซีย”

กลวิธีของ “ไทยแอร์เอเชีย” นอกจากการเพิ่งเปิดบริการ Air Asia Red Carpet ให้ใช้บริการเคาน์เตอร์เช็คอินพิเศษ, สิทธิการใช้ “เลาจน์” ในท่าอากาศยานก่อนขึ้นเครื่องและเพิ่มความสะดวกสบายอื่นๆ อีกมาก โดยมีราคาเพิ่มเติมจากปรกติ 800 และ 1,000 บาทสำหรับเส้นทางในและต่างประเทศ

  เท่านั้นยังไม่พอ ไทยแอร์เอเซีย ยังเร่งเปิดเส้นทางบินใหม่ๆอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาได้ขยายเส้นทางการบินเพิ่ม 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-ดานัง และ เชียงใหม่-อุบลราชธานี ในขณะที่เส้นทางบินต่างประเทศ พุ่งเป้าไปที่ประเทศอินเดียมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว

เพราะทางออกเดียวที่ดีที่สุดในการ “ทิ้งห่าง” คู่แข่งไม่ให้วิ่งตามทันนั้นคือ การสร้างตลาดใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ 

แน่นอน การจะโค่น ไทยแอร์เอเชีย แล้วขึ้นมามีรายได้และกำไรเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นความยากและท้าท้ายของเบอร์ 2 ในตลาดที่จะบินตามให้ทัน