MR DIY VS Daiso เมื่อ 2 แบรนด์เล่นเกมเดียวกัน แล้วใครจะคว้าใจลูกค้าไปครอง

เพียงแค่ 2 ปี ร้านค้าปลีกสินค้าเบ็ดเตล็ดสัญชาติมาเลเซียอย่าง MR DIYมีถึง 100 สาขาในเมืองไทย

ถึงร้าน MR DIYจะไม่โฟกัสตัวเองเป็นร้านราคาเดียวเหมือนอย่าง Daiso ที่มีจุดขาย “สินค้าราคา 60 บาท” หรือร้าน MINISO จากจีนที่มีราคาเริ่มต้น 69 บาท

แต่ร้าน MR DIYก็เป็นร้านเบ็ดเตล็ดราคาถูกที่มีราคาขายเริ่มต้นที่ 5 บาทจนไปถึงสินค้าหลักพัน  พร้อมกับมีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ ครบทุก Category ขายตั้งแต่ถ่านนาฬิกา,ของตกแต่งบ้าน ไล่ยาวไปถึงของเล่น

แต่การที่ DIY เป็นร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดราคาขายเริ่มต้นที่ 5 บาทก็คือคู่แข่งโดยตรงกับ Daiso ที่เน้นสินค้าราคาถูกเช่นกัน ถึงแม้ MR DIYจะมีสินค้าครอบคลุมกว่าคู่แข่งก็ตามที

ถึงอย่างไรก็ตามแม้ร้านเหล่านี้ต่างพยายามจะหา “จุดขาย” ของตัวเอง แต่ในสายตาลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าคือร้านค้าประเภทเดียวกัน ที่จะต้องแข่งกันในเรื่องเจ้าไหนขาย “ราคาถูกกว่า” และจะกลายเป็นตัวเลือกแรกในใจที่ฉันจะเดินเข้าช้อปปิ้งร้านนั้น

ความลับ…ต้นทุนสินค้าต่ำ 

แน่นอนเมื่อเป็นสินค้าราคาถูก แถมยังเล่นเกมราคารุนแรง กำไรต่อสินค้า 1 ชิ้นก็ย่อมบางเฉียบ ยืนยันจากคำพูดของผู้ก่อตั้ง Daiso ยาโน ฮิโรทาเคะ ที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อในประเทศตัวเองว่า ร้าน Daiso ที่ญี่ปุ่นคือร้าน 100 เยน และกำไรสินค้าบางชิ้นแค่ 1 – 2 เยนเท่านั้น

เพราะฉะนั้นหากใครจะอยู่รอดในธุรกิจนี้คือ เกมที่ต้องเดินอันดับแรก คือต้องทำต้นทุนสินค้าให้ถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแม่เหล็กทำราคาขายหน้าร้านใช้ดึงดูดลูกค้า 

“เราสั่งผลิตสินค้าต่อ 1 ชนิดในจำนวนที่สูงมาก โดยส่วนใหญ่สินค้าของเราจ้างโรงงานที่จีนซึ่งมีความสนิทกันผลิตให้จากนั้นก็กระจายสินค้าไปยังสาขาทั้งในมาเลเซียและในต่างประเทศ”

  การที่เราเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงงานเหล่านี้ ทำให้มีอำนาจต่อรองสามารถเช็ค QC สินค้าได้ ทำให้ได้สินค้าที่มีมาตราฐาน” นรินติยา เสาวณีย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดประจำประเทศไทย บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงวิธีการทำให้สินค้าในร้านต้นทุนถูก 

ทำไม MR DIY ต้องเร่งขยายสาขา 

โดยการจะสั่งผลิตสินค้าจำนวนมากๆ ก็ต้องมีสาขาในมือมากด้วยเช่นกัน เพื่อใช้เป็นช่องทางขายกระจายสินค้าให้ถึงมือลูกค้ามากที่สุดและเร็วที่สุด ทำให้ในเวลาเพียงแค่ 12 ปีที่ DIY เริ่มดำเนินธุรกิจมีถึง  550 สาขาในอาเซียน (โดยในมาเลเซียมีถึง 440 สาขา) 

เพราะธุรกิจนี้การมีสาขามากก็ย่อมหมายถึงยอดขายที่มากตามไปด้วย และจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าที่ถูกลงไปเรื่อยๆ

ไม่แปลกที่ภารกิจเร่งด่วนเมื่อ MR DIY เข้ามาทำตลาดในบ้านเราคือการเร่งขยายสาขาโดยในอีก 3 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะมีถึง 350 สาขาเลยทีเดียว โดยปัจจุบันมี 100 สาขา

เพียงแต่ความท้าทายในตลาดเมืองไทยคือ โจทย์การตลาดที่ MR DIY ต้อง “ตีให้แตก” เพราะในขณะที่ร้านเบ็ดเตล็ดรายอื่นๆ มี Image ของการเป็นสินค้าญี่ปุ่นที่คนไทยยอมรับโดยเฉพาะร้าน Daiso ที่ได้รับความนิยม แต่ MR DIYคือการขายสินค้าจีน

ซึ่งหากวัดกันที่ภาพลักษณ์เพียวๆ MR DIYคือมวยรอง

“ต้องให้ลูกค้าเข้าใจก่อนว่า MR DIYไม่ใช่สินค้าจีนไม่มีคุณภาพ เราเลยมีนโยบายรับประกันสินค้าทุกชิ้นหากชำรุดคืนเงินภายใน 7 วัน”

“และอยากให้มองการผลิตสินค้าที่จีนใหม่ เพราะปัจจุบันแบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์ยังผลิตหรือใช้อะไหล่ที่ผลิตจากโรงงานจีน สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่คู่แข่งในตลาด แต่คือการให้ลูกค้าเชื่อว่าสินค้าจีนของ MR DIY คือขายคุณภาพที่เกินราคาขาย”

Daiso ต้นตำรับ เกมราคา 

ขณะที่ Daiso ที่มีประมาณ 3,100 สาขาใน 25 ประเทศทั่วโลกโดยในไทยมีประมาณ 100 สาขา โดยโมเดลที่ทำให้ร้านนี้มีสาขามากมายก็คือ “แฟรนไชส์” ซึ่งแตกต่างจาก MR DIY ที่เลือกจะลงทุนเองทั้งหมด

ถึงแม้การเปิดสาขารูปแบบ “แฟรนไชส์” ของ Daiso จะถูกยกมาตราฐานไว้สูงด้วยการมีข้อจำกัดมากมาย คือจะเน้นพื้นที่ศูนย์การค้าและทำเลระดับ 5 ดาวเท่านั้นแถมยังมีค่าใช้จ่ายหลักๆ คือค่าแฟรนไชส์ 450,000 บาท, ค่าสินค้า 1,720,000 บาท, ค่าตกแต่งร้าน 300,000 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

เบ็ดเสร็จคนลงทุนจะต้องมีเงินในมือราวๆ มากกว่า 3 ล้านบาท แต่ด้วย Branding อันแข็งแกร่งที่ลูกค้าคนไทยรู้จักกันดีทำให้มีนักลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนเปิดสาขาแฟรนไชส์กับ Daiso

ขณะเดียวกันหากเดินไปในสาขาหรือดูในเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ของ Daiso จะเห็นว่าสินค้าที่ราคาแพงกว่า 60 บาทเริ่มมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ได้ยึดติดกับคำว่าสินค้า 60 บาททุกชิ้นเหมือนอย่างในช่วงเริ่มต้นธุรกิจในเมืองไทย

มากไปกว่านั้นในปีที่ผ่านมา Daiso เริ่มจะขายสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ โฟมล้างหน้า และเครื่องสำอางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายก็เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ตัวเอง จากในช่วงแรกๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ในครัวเรือน,กิ๊ฟช๊อป,เครื่องมือช่าง

ซึ่งในอีกไม่นานน้องใหม่อย่างMR DIY ก็เตรียมที่จะขายสินค้าสกินแคร์เหมือนกัน โดยเวลานี้กำลังเจรจากับยักษ์ใหญ่อย่าง P&G ในการนำสินค้าสกินแคร์และผลิตภัณฑ์บำรุงผมมาวางขายในสาขา DIY

เพราะฉะนั้น การแข่งขันร้านค้าเบ็ดเตล็ดในเมืองไทยที่ตอนนี้ที่มีอยู่หลายเจ้า แต่การแข่งขันในภาพรวมจะถูกโฟกัสที่ยักษ์ใหญ่เพราะมีเงินทุนหนา ขยายสาขาได้เร็ว แล้วมีคอนเน็กชั่นสูงในการเจรจากับแบรนด์สินค้าต่างๆ

แต่สุดท้าย การแข่งขันในสนามนี้ อยู่ที่ว่าร้านไหนทำ “ราคา” ขายได้ถูกกระชากใจ จนทำให้ลูกค้าจดจำได้มากที่สุด

ร้านนั้นจะกลายเป็น “ผู้ชนะในเกมนี้” ทันที 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer