“ซุปเปอร์ชีป” ผู้ชนะในเกมราคา

หากพูดถึงร้านโชห่วยที่อัพเกรดตัวเองจากร้านเล็กๆ 1 ร้านมาสู่การมีสาขาจำนวนมาก โมเดลต้นแบบนี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก CJ Express ที่ปัจจุบันมี 250 สาขาใน 18 จังหวัด (ปัจจุบัน “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ผู้ถือหุ้นใหญ่คาราบาวแดง ได้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ที่ CJ Express แถมตั้งเป้าจะมี 600 สาขาในอีก 3 ปีข้างหน้า)

แต่ยังมีอีกหนึ่งร้านที่สามารถเดินตามรอยเท้าเหมือน CJ Express นั้นก็คือ “ซุปเปอร์ชีป” จะต่างกันตรงที่ร้านนี้เลือกเน้นขยายสาขาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเป็นหลัก และจังหวัดใกล้เคียงอีกนิดหน่อย โดยปัจจุบันมีมากกว่า 50 สาขา

รายได้ ซุปเปอร์ชีป

ลดต้นทุนเพื่อเกมราคา 

รายได้ระดับ 7,000 ล้านบาท/ปี หากใครเป็นเจ้าของ “ซุปเปอร์ชีป” คงแอบคิดในใจว่าเรามาไกลกว่าที่ฝันเอาไว้ เพราะจากแนวคิดเริ่มต้นเป็นร้านค้าส่งค้าปลีก อาคารขนาดใหญ่จนเวลานี้มีแพลตฟอร์มร้านสะดวกซื้อ แถมยังมีมากกว่า 50 สาขา

โดยสาขาใหญ่ที่ตั้งอยู่ถนนเทพกระษัตรีนั้นบางพื้นที่ในตัวอาคารก็ไม่ติดแอร์ มีพนักงานคนต่างด้าวค่าจ้างถูกๆ ทำงานกันจำนวนไม่น้อย ใช้รถเข็นของเก่าๆ เป้าหมายทั้งหมดก็เพื่อ “ลดต้นทุน” ในการทำธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

จากนั้นก็ไปทำให้ราคา “สินค้า” ของตัวเองถูกลงกว่าร้านค้าปลีกอื่นๆ จนคนในภูเก็ตต่างรู้กันทั่วทั้งเกาะ หากจะหาสินค้าราคาถูกก็ต้องมาร้านนี้

มากไปกว่านั้นในสาขาใหญ่จะมีตลาดสดฝังอยู่ในพื้นที่ร้านตัวเองที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 50 ไร่ ขายทั้งสัตว์ทะเล, เนื้อสัตว์, ผัก, และอีกสารพัดอย่าง ทำให้ซุปเปอร์ชีปสาขาใหญ่ที่คนภูเก็ตต่างรู้กันดีว่า นี่คือร้านค้าที่มีสินค้าขายเกือบทุกชนิดตั้งแต่ไม้พายเรือยันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

พลิกวิกฤต “ได้ใจ” คนภูเก็ต

ที่น่าสนใจ “ซุปเปอร์ชีป” ยังเป็นโมเดลธุรกิจที่ค้าปลีกข้ามชาติไม่สามารถลอกเลียนแบบ เพราะหากยังจำกันได้ในช่วงกลางปี 2013 ที่เกิดข่าวใหญ่ระดับประเทศเมื่อ “ซุปเปอร์ชีป” สาขาใหญ่ไฟไหม้จนเหลือแต่ซาก ทำให้พนักงาน 2,000 กว่าคนอาจจะต้อง “ตกงาน” ในทันที

แต่เมื่อตระกูลอนันตจรูญวงศ์ “เจ้าของ” ร้านไม่คิดทอดทิ้งพนักงานของตัวเอง พร้อมกับประกาศว่าจะไม่มีพนักงานของ “ซุปเปอร์ชีป” ตกงานแม้แต่คนเดียว

โดยผุดไอเดียเปิดร้านขายสินค้ากลางแจ้งที่ยกสินค้าจากสาขาใหญ่มาวางขายอย่างครบครัน โดยพนักงานที่เหลือจากพื้นที่ร้านกลางแจ้งขนาดใหญ่ ก็จะถูกส่งกระจายไปยังสาขาเล็กๆ    

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวออก TV หลายช่อง และทำให้ได้ใจคนภูเก็ตไปเต็มๆ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อโฆษณาแม้แต่น้อย

เกมราคาที่แยกลูกค้าออกจากคู่แข่ง

ในขณะที่รูปแบบสาขาเล็กที่เป็นโมเดล “ร้านสะดวกซื้อ” ณ ปัจจุบันก็สามารถกระจายสาขาได้มากถึง 50 สาขา รวมไปถึงยังได้เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ เน้นเฉพาะในพื้นที่ภูเก็ตเป็นหลัก 

แต่ไม่ว่าจะอยู่ในช่องทางไหน “ซุปเปอร์ชีป” จะมี “ไม้ตาย” เดียวที่จะเอาชนะคู่แข่ง นั่นคือราคาขายสินค้าถูกสุดขั้ว เชือดเฉือน 7-eleven และร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ 

เกมร้านสะดวกซื้อในภูเก็ตจึงถูกแบ่งกลุ่มออกมาชัดเจน ร้านสะดวกซื้อข้ามชาติ ฐานลูกค้าหลักของตัวเองก็คือนักท่องเที่ยวต่างชาติและกลุ่มคนที่ชื่นชอบบริการที่ดีจากพนักงาน, มีแอร์เย็นสบาย

แต่ “ซุปเปอร์ชีป” ไซส์เล็กจะมีฐานลูกค้าหลักคือชาวบ้านและคนทำงานที่ไม่ต้องการบริการดี ไม่ต้องการแอร์ แต่ขอสินค้าราคาถูก

และอีกข้อสำคัญที่ลืมไม่ได้นั้นคือ “ซุปเปอร์ชีป” ถือเป็นค้าปลีก Local อีกหนึ่งเจ้าใหญ่ ซึ่งย่อมมีอำนาจต่อรองกับซัปพลายเออร์และแบรนด์สินค้า ถึงแม้พลังต่อรองจะไม่เทียบเท่า 7-eleven หรือกลุ่ม Hypermarket ก็ตามที

แน่นอนต้นทุนสินค้าในร้าน “ซุปเปอร์ชีป” ก็ย่อมต่ำ   

และนี่เองที่ทำให้ “ซุปเปอร์ชีป” เป็นร้านค้าปลีกที่ไม่ต้องมีกลยุทธ์การตลาดอะไรมากมายซับซ้อนเมื่อเทียบกับร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ที่ต้องครีเอตโปรโมชั่น, มีโรงเรียนฝึกอบรมพนักงาน, และอีกสารพัดอย่างที่เป็น “ต้นทุน” ในการทำธุรกิจที่จะต้องนำไปบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายสินค้า

แต่… “ซุปเปอร์ชีป” พยายามตัด “ต้นทุน” ทุกอย่างที่ตัดได้เพื่อไปช่วยลดราคาขายสินค้าของตัวเอง

ทีนี้ลองหันกลับมาถามใจคุณที่เป็นผู้บริโภคดู หากสินค้า 1 ชิ้น ยี่ห้อเดียวกัน สภาพสินค้าใหม่เหมือนกัน แต่หากคุณซื้อในร้านหรูมีพนักงานบริการอย่างดีราคาขายก็ย่อมจะแพงกว่าร้านค้าธรรมดาๆ ข้างถนน พนักงานอาจเป็นชาวต่างด้าว

เชื่อว่า…ทุกคนคงมีคำตอบในใจแล้วว่าจะเลือกซื้อร้านไหน


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer