จากช่อง “ข่าว” ปรับเป็น “ช่องขาย” เพื่อความอยู่รอดของช่อง 19 และความเป็นเบอร์ 1 ของทีวีโฮมช้อปปิ้ง

เหตุผลที่ ทีวี ไดเร็ค หรือ TVD เข้าไปถือหุ้น 90.1% ใน สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น ช่อง 19 เป็นเพราะผู้บริหารมองเห็นว่า ธุรกิจทีวีช้อปปิ้ง และออนไลน์ช้อปปิ้ง ได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปสู่ Virtual Shopping มากขึ้น

ในขณะที่สปริงนิวส์จะ “ตัวเบา” ลงเพราะจะขยับบทบาทจากผู้บริหารสถานีโทรทัศน์มาเป็น “ผู้ผลิตรายการ” ทำให้ลดค่าใช้จ่ายจากเดิมลง ไม่ต้องแบกภาระเรื่องค่าใบอนุญาต และยังมองเห็น “โอกาส” ของรายได้ที่จะเข้ามา

เป็นดีลหนึ่งที่ win-win ทั้ง 2 ฝ่าย ช่องก็มีโอกาสโตและยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับทีวี ไดเร็ค เพื่อการเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจทีวี โฮมช้อปปิ้ง ที่มั่นคงขึ้น เพราะปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจนี้รุนแรงมาก ทั้งยักษ์ใหญ่จากต่างชาติ ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ที่เข้ามาบุกตลาด รวมทั้งบิ๊กแบรนด์จากเมืองไทยที่เข้ามาลงสนามแข่งด้วย ทั้งอาร์เอส แกรมมี่ เดอะมอลล์ เซ็นทรัล และซีพี 

ซื้อช่องเพื่อครองความเป็น 1 ในตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้ง

วันนี้ผู้เล่นใน ตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้ง ที่กำลังแอคทีฟมีมากถึงประมาณ 12 ราย รวมเงินจดทะเบียนทั้งหมดเกือบ 4,000 ล้านบาท เช่น TVD shopping ทำร่วมกับโมโม่ไต้หวัน 

G CJ O shopping  CJ เป็นบริษัทใหญ่มากในเกาหลี มีหลายธุรกิจ ยอดขายรวมกว่าแสนล้าน มาร่วมทุนกับแกรมมี่

True Select / Shopping จากเกาหลีร่วมทุนกับทรู วิชั่นส์ ซีพี และเดอะมอลล์

High Shopping จากเกาหลี, Shop Channel โฮมช้อปปิ้งอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ร่วมกับ ICC และเซ็นทรัล

นอกจากนั้นยังมี Tiger Shopping, 1577 และ 29 Shopping เป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด

พงษ์ชัย ชัญมาตรกิจ หัวหน้าสายงานสถานีโทรทัศน์ TVD กล่าวว่าที่น่าจับตามองและถือว่าเป็นค่ายหนึ่งที่มาแรงมากคือ 1781 โฮมช้อปปิ้งจากค่ายอาร์เอส ที่มีโมเดลธุรกิจในการสร้างประสบการณ์ให้คนเข้ามาซื้อของอย่างน่าสนใจ   

ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่ามาร์เก็ตแชร์ ทีวีไดเร็คยังเป็นอันดับหนึ่ง โดยคาดการณ์ว่าปี 2561 มูลค่ารวมของตลาดมีประมาณ 13,500  ล้านบาท โดยทีวีไดเร็คจะทำยอดขายได้ประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท

ในขณะที่ตลาดค้าปลีกมูลค่ารวมที่ 2.5 ล้านล้านบาท ช้อปปิ้งออนไลน์คิดเป็น 2.1% ส่วนตลาดทีวีโฮมช้อปปิ้งยังไม่ถึง 1% ของตลาด แต่มีการเติบโตเฉลี่ย 20% มา 4 ปีแล้ว คาดว่าการเติบโตอย่างนี้จะยังมีไปอีก 6-7 ปี

นอกจากนั้นการเข้ามาเป็นเจ้าของช่องเองทำให้ทีวี ไดเร็ค จะมีความมั่นคงด้านการมีเวลาออกอากาศ และต้นทุนการออกอากาศลดลงในระยะยาว และสามารถใช้กลยุทธ์ของ ‘ความถี่’ และ ‘ครอบคลุม’ ผ่านช่องทีวีของตนเอง และยังมีแผนลงโฆษณาในช่องทีวีที่มีเรตติ้ง Top 5 อย่างต่อเนื่องด้วย เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ในใจผู้บริโภคเพิ่มขึ้นไปอีก แต่จะไปลงมากหรือน้อยกว่าเดิมนั้นขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเพราะมีส่วนทำให้ราคาค่าเวลาเพิ่มสูงขึ้น ทีวี ไดเร็คก็อาจจะถอย แต่ไม่กลัวเพลี่ยงพล้ำเพราะมีช่องของตัวเองเป็นฐานอยู่แล้ว

ทรงพลย้ำว่าในอเมริกาและยุโรปช่องสถานีข่าวดังๆ ลงมาขายสินค้าในโมเดลนี้มากขึ้น เพราะได้รับความน่าเชื่อถือ เพราะช่องก็คือแบรนด์แบรนด์หนึ่งนั่นเอง และเป็นการเปลี่ยนโมเดลจากการหารายได้จากโฆษณาเป็นหารายได้จากผู้บริโภคโดยตรง คือ B2C คือขายสินค้าตรงกับผู้บริโภค 

ปรับจากช่อง “ข่าว” เป็น “ช่องขาย” 

สำหรับกลยุทธ์แรกหลังการเข้ามาซื้อช่อง 19 คือ ปรับผังรายการใหม่ จากเดิมเป็นข่าวสารสาระประมาณ 70% ที่เหลือปล่อยให้เช่าเวลาประมาณ 30% เปลี่ยนเป็นข่าว 6 ชั่วโมง ทีวีโปรแกรม 6 ชั่วโมง โฮมช้อปปื้ง 6 ชั่วโมง และเป็นทีวีช้อปปิ้งอีกประมาณ 6 ชั่วโมง

หากดูเวลาจากผังรายการที่เปลี่ยนไป จะเห็นได้ว่าเวลาในการขายของช่องมีมากกว่ารายการข่าว ที่มีเพียง 6 ชั่วโมง ซึ่งประเด็นนี้ผู้บริหารบอกว่าในส่วนของทีวีโปรแกรมนั้น ส่วนหนึ่งก็จะเป็นรายการสารคดีข่าวและรายการอื่นๆ ซึ่งรวมแล้วข่าวและสาระจะมีสัดส่วน 50-50 กับรายการขาย

ในทีวีโปรแกรมนั้นยังมีรายการร่วมกับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ที่ยังขาดช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ ผ่านเรื่องเล่าต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น จุดกำเนิดของห้างต่างๆ ในต่างจังหวัด กว่าจะต่อสู้มาเป็นวันนี้ได้ของเอสเอ็มอีต่างๆ  โดยช่วยเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันกับแผนงานทำการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ช และพันธมิตรด้านโซเชียลมีเดียชั้นนำ อาทิ Google, Shopee, Facebook, JD และ Line ที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้อย่างดี

ในเรื่องของข่าวมีทีมสปริงนิวส์ที่เชี่ยวชาญอยู่แล้ว ส่วนทีวีไดเร็คเก่งเรื่องขายสินค้า แต่ยังมีช่วงรายการอื่นๆ ที่คาดว่าจะลงทุนในเรื่องคอนเทนต์ประมาณ 10-20 ล้านบาท อีกไม่ต่ำกว่า 2- 3 รายการ 

ทีวี ไดเร็ค

เรตติ้งไม่สำคัญเท่าสื่อได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย 

เรตติ้งในช่วงแรกทางช่องอาจจะไม่ให้ความสำคัญ แต่จะดูว่ารายการหรือรูปแบบที่ทำออกไปตรงกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า เพราะถ้าเรตติ้งดีแต่คนไม่ซื้อก็ไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม เมื่อก่อนที่ช่อง 19 มีข่าวเป็นหลักบางช่วงเวลาอาจจะมีหลุมดำ คือไม่มีโฆษณาเลยเป็นเวลาหลายชั่วโมง การเอาโฮมช้อปปิ้งกับทีวีช้อปปิ้งเข้าไป ก็น่าจะดึงเรตติ้งขึ้นมาได้บ้าง ดังนั้นเรตติ้งรวมของช่องน่าจะดีขึ้นแน่นอน

ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าทีวีไดเร็คจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ประมาณ 35-38% ต่างจังหวัดประมาณ 60-63%   แต่หลังจากนี้ไปช่องทีวีจะทำให้เพิ่มเป็นกลุ่มคนเมืองมากขึ้นเป็น 42-43% โดยกลุ่มอายุจะอยู่ที่ประมาณ 35 ปีขึ้นไป และที่น่าแปลกใจก็คือวันนี้มีกลุ่มลูกค้าผู้ชายเข้ามามากขึ้น จากเดิมประมาณ 30% ผู้หญิง 70% ปัจจุบันเป็นผู้ชายประมาณ 45% สินค้าที่ขายดี เช่น กล้องติดรถยนต์ หรือแม้แต่การซื้อชุดชั้นในใช้เอง    

ไพรม์ไทม์ของไดเร็คทีวีจะอยู่ที่ช่วง 09.00–13.00 น. และ 2 ทุ่ม  

สินค้าที่ยังขายดีต่อเนื่องคือเครื่องออกกำลังกาย ประมาณ 20% ของสินค้าทั้งหมด และเป็นหมวดที่คนซื้อพร้อมที่จะจ่ายแม้จะมีราคาแพง ในหลักกว่า 4 หมื่นบาท โดยไม่จำเป็นต้องเห็นสินค้าจริง รองลงมา เฮลท์แอนด์บิวตี้  และเครื่องครัว ราคาเฉลี่ยที่คนซื้อส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2,000–2,500 บาท

การมีช่องโทรทัศน์เพื่อขายสินค้าโดยตรง จะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป การนำเสนอสินค้า สาธิตให้เห็นวิธีใช้ รวมทั้งกิมมิก หรือฮาวทูต่างๆ ที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ดูอย่างไรก็ได้ประโยชน์ ซึ่งผุู้บริหารทีวีไดเร็คมั่นใจว่า รออีกสักระยะหนึ่งเมื่อคนเข้าใจ ยอดรายได้จะเพิ่มขึ้นแบบพลิกกลับ แต่เมื่อถึงเวลานั้นคาดว่าแบรนด์ของทีวีไดเร็คก็อยู่ในใจผู้บริโภคแล้ว 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer