5 พฤติกรรมผู้บริโภคปลายปี 2018 ถึงต้นปี 2019

ผ่านมาเกือบครบรอบปีแล้ว สำหรับปี 2018 นี้ เหลืออีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ก็จะก้าวเข้าสู่ปี 2019 แต่หากจะรอให้ขึ้นปีใหม่แล้วจึงอัปเดตเทรนด์ใหม่ อาจจะไม่ทันการณ์สำหรับนักการตลาด เพราะในยุคนี้พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะเรียนรู้และปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการทำการตลาดให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค

หลายเทรนด์เปลี่ยนไป แต่อีกหลายเทรนด์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

บางคนอาจคิดว่าในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ เทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว หลายเทรนด์มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจริง แต่ก็ยังมีอีกหลายเทรนด์ที่เราเคยทราบกันมาอยู่แล้ว และยังจะคงอยู่ต่อไป ซึ่งเราได้รวบรวมมาไว้ครบทั้งเรื่องเก่าที่ยังคงอยู่ และเทรนด์ใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในช่วงนี้ ให้สามารถนำไปปรับใช้กันได้จริง

1. ‘ทำเลยหรือลืมเลย’?

ในปัจจุบัน ถ้าหากจะหาคนที่ไม่ใช้สื่อออนไลน์ คงหาได้ยาก มีแต่คนที่ใช้เยอะ หรือใช้เยอะกว่าเท่านั้น และยังมีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมการใช้ที่มากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย การใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์เยอะๆ นี้เอง ทำให้เกิดภาวะที่ Data Overloaded เนื่องจากในแต่ละวันจะมีข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจผ่านเข้ามามากมาย เกินกว่าที่คนเราจะสามารถรับและนำมาเก็บไว้ได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังทำให้คนมีแนวโน้มที่จะมีสมาธิที่จะจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ลดลง ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ มีการตัดสินใจที่เร็วขึ้น หากพบสิ่งที่สนใจ จะตัดสินใจทำทันที เพราะหากไม่ทำเดี๋ยวนั้น ก็จะไม่ได้กลับมาทำอีก เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายที่พร้อมรอต่อคิวดึงความสนใจของผู้บริโภคอยู่เสมอ

2. ชอบอะไรที่เป็นกระแสแต่ก็ลืมง่าย

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ ถือเป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยมานานแล้ว แต่ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ยังคงอยู่และมีแนวโน้มจะเป็นมากขึ้น เพราะทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ และทุกคนสามารถเป็นผู้จุดกระแสต่างๆ ให้ไปไกลได้ง่ายขึ้น เราจึงเห็นการเกิดขึ้นของ ‘ยุค’ ต่างๆ ที่เป็นกระแสทำให้ทุกคนต่างพูดถึงสิ่งนั้น และหายไปอย่างรวดเร็ว อาทิ ยุคชาเขียว ยุคชาโคล ยุคบิงซู ยุคมันม่วง ยุคไข่มุก และเชื่อว่าจะยังมียุคอื่นๆ ตามมาอีกมากมายในอนาคตอันใกล้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าในช่วงเวลาที่สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระแส มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราหรือนักการตลาดหลายคนลืมนึกถึงคือ สิ่งที่เป็นกระแส มักเป็นอะไรที่ผู้บริโภคไม่คุ้นเคย ทำให้ตลาดเกิดความสนใจที่จะลอง แต่สุดท้ายแล้วผู้บริโภคก็มักจะกลับไปหาสิ่งที่อาจไม่หวือหวามาก แต่เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอยู่เสมอ ดังนั้นการทำตลาดแบบจับกระแสถือเป็นเรื่องที่ดีในการสร้าง Movement ในตลาด แต่ต้องไม่ลืมสิ่ง Basic ทั้งหลายที่จะยืนพื้นในการสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์

3. เลือกใช้สินค้าที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างเฉพาะตัวมากขึ้น

สินค้าหลายๆ กลุ่มมีการออกสินค้าใหม่ต่างๆ มาให้ลูกค้าได้เลือกอย่างหลากหลาย ทำให้ลูกค้าได้เลือกของที่เหมาะสม และตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้อย่างตรงจุด จะเห็นได้จากการที่องค์กรขนาดใหญ่ หลายแห่ง เริ่มลงทุนกับการสร้างระบบ AI หรือระบบการจัดเก็บ และบริหาร Data ต่างๆ มากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปีที่ผ่านมานี้ เพื่อนำมาต่อยอดในการสร้างสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงใจมากที่สุด

แต่ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่อาจไม่สามารถลงทุนได้ในแบบองค์กรใหญ่ก็เริ่มเห็นการปรับตัวในการเรียนรู้และทำความเข้าใจลูกค้าที่มากขึ้น รวมถึงยังมีการออกผลิตภัณฑ์ที่เจาะความต้องการเฉพาะกลุ่มมากขึ้น สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่ไม่ได้มองหาสินค้าที่ Mass อีกต่อไป แต่จะเลือกสินค้าที่สามารถ Customize ได้ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด

4. ซื้อของออนไลน์ ไม่ได้นิยมกันแค่ในเมือง

ผู้บริโภคในปีนี้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการซื้อของผ่านทางออนไลน์มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันนี้สัดส่วนของตลาดออนไลน์จะยังเล็กอยู่มาก เมื่อเทียบกับช่องทางการซื้อขายอื่นๆ แต่ตลาดออนไลน์นั้นมีมูลค่าตลาดเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราเร่งที่น่าจับตามอง โดยเติบโตอยู่ที่ 2-digit ตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้ กลุ่มผู้ซื้อของออนไลน์ที่เคยกระจุกตัวอยู่เฉพาะในตัวเมืองใหญ่ได้มีการกระจายตัวออกไปยังจังหวัดอื่นๆ มากขึ้นไปอีก เห็นได้จากเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ต่างๆ ก็มีการโปรโมตตัวเองในช่องทางออฟไลน์ ปล่อยสปอตโฆษณาลงทั้งโทรทัศน์และวิทยุ รวมถึงมีการใช้พรีเซนเตอร์เป็นดาราดัง เพื่อสร้าง Awareness กับประชาชนกลุ่ม Mass ให้รู้จัก และคุ้นเคยกับช่องทางการซื้อออนไลน์มากขึ้น และนำไปสู่การทดลองซื้อในที่สุด

5. คำนึงถึงความคุ้มค่า มากกว่าดูที่ราคาเพียงอย่างเดียว

จากธรรมชาติของการซื้อของออนไลน์ที่เอื้อให้ผู้บริโภคสามารถเทียบราคาได้ง่ายและสะดวก รวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคในยุคนี้มีแนวโน้มที่จะคำนึงถึงความคุ้มค่าในการซื้อของมากขึ้น โดยไม่ได้ตัดสินใจจากราคาสินค้าอย่างเดียว แต่คำนวณจากผลประโยชน์โดยรวมที่จะได้รับ เช่น โปรโมชั่นส่วนลด ของแถม จัดส่งฟรี คะแนนสะสม เครดิตเงินคืน เป็นต้น และพฤติกรรมคำนึงถึงความคุ้มค่านี้ ไม่ได้มีผลต่อการซื้อของเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงการซื้อของฝั่งออฟไลน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แบรนด์ต่างๆ ใช้ Social Media ในการสื่อสารข้อมูลโปรโมชั่นกับลูกค้ามากขึ้น จึงช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบ และเทียบราคาสินค้าของแต่ละร้านค้าได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ในช่วงปลายปีแบบนี้ นอกจากสินค้าประเภทกิฟต์เซต และของขวัญต่างๆ ที่แน่นอนว่าจะต้องขายดีเป็นพิเศษแล้ว ยังเป็นอีกโอกาสอันดีในการซื้อของตกแต่งบ้าน หรือวัสดุต่อเติมต่างๆ เพื่อแต่งเติมเสริมบ้านให้สวยงาม ใหม่ น่าอยู่กว่าเดิม ต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ เพราะบ้านที่น่าอยู่ก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเรา นอกจากนี้การปรับปรุง ตกแต่งบ้านให้สวยงามอย่างมีคุณภาพ ยังช่วยให้เราหมดกังวลกับปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาเกี่ยวกับเรื่องบ้าน ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ จุดประกายความคิดและไอเดียต่างๆ ในการทำงานได้อยู่เสมอ ด้วยการเริ่มต้นวันดีๆ จากที่บ้าน

โดยบุญถาวร ศูนย์รวมวัสดุ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ได้มีการจัดโปรโมชั่นที่คุ้มค่าตอบโจทย์สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่มากมาย อาทิ ซื้อสินค้าครบ 40,000-650,000 บาท รับบัตรของขวัญ มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท หรือถ้าซื้อครบ 1,000,000 บาท รับสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท พร้อมบัตรของขวัญมูลค่า 15,000 บาท หรือเลือกรับ BIG Point จากแอร์เอเชีย สูงสุด 250,000 คะแนน พร้อมด้วยสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเดรดิตชั้นนำต่างๆ ทั้งการผ่อนชำระ 0% หรือรับเครดิตเงินคืนสูงสุดกว่า 66,000 บาท และปิดท้ายด้วยซื้อสินค้าเป็นคู่ ในราคาสุดคุ้ม กับส่วนลดสูงสุดถึง 60%

เชิญติดตามโปรโมชั่นดีๆ จากบุญถาวร และอ่านรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.boonthavorn.com/promotions/BIG-SALE

#บุญถาวร #BIGSALE #ช้อปใหญ่ให้ไม่ยั้ง


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer