กลยุทธ์ BMW ที่จะส่งผ่านความสำเร็จจากศตวรรษหนึ่งไปสู่ศตวรรษถัดไปคืออะไร ?

อีกไม่กี่ทศวรรษนับจากนี้ โลกยานยนต์จะเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มพิกัด เราจะได้เห็นภาพในหนังอย่าง “รถไร้คนขับ” บนท้องถนนจริง การเดินทางของยานพาหนะจะสะดวกสบายและปลอดภัย โดยมีนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้บังคับควบคุมการขับเคลื่อนของยานยนต์แทนมนุษย์ที่จะถูกเปลี่ยนบทบาทเป็น “ผู้โดยสาร”อย่างเท่าเทียมกัน

แน่นอนว่าเชื้อเพลิงยานยนต์จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้ากันหมด สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น ต้นทุนดูแลรักษารถจะน้อยจนถึงน้อยที่สุด ยิ่งกว่านั้น ยังคาดการณ์กันว่าในยุคไร้คนขับ ระบบปันกันใช้หรือ Car Sharing จะเป็นเทรนด์ทั่วโลก จนเราอาจไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวเลยก็เป็นได้ เพียงแค่กดมือถือ เรียกรถมารับ ใส่โค้ดเนวิเกเตอร์ แล้วก็หลับยาวจนถึงจุดหมาย ก่อนที่คนอื่นจะเรียกใช้รถต่อ

วันนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของบีเอ็มดับเบิลยู  Ms. Hildegard Wortmann Senior Vice President Asia Pacific ในฐานะผู้นำยนตรกรรมกว่า 100 ปี เธอย้ำว่าบรรทัดบนที่เล่ามากำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และบีเอ็มดับเบิลยูกำลังเดินเครื่องเต็มกำลังที่จะทำให้ภาพปรากฎชัดเจนขึ้น

4 แนวทางสร้างนวัตกรรมรถยนต์แห่งโลกอนาคต

Ms.Wortmann เล่าแนวทางการพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตของ BMW ซึ่งสรุปได้เป็น 4 แนวทาง

Autonomous การพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะมีทั้งหมด 5 เลเวล เลเวล 5 สุดท้ายหมายถึง เราขึ้นรถนั่งอย่างเดียว ไม่ต้องขับเลย ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีของ BMW ไปถึงระดับ 3 แล้ว โดยฟีเจอร์รถยนต์ในบางรุ่น อย่างบางรุ่นที่เราสามารถเอามือออกจากพวงมาลัยได้ แล้วให้ระบบอัตโนมัติทำงานต่อ หรือการจอดเข้าซองแบบอัตโนมัติเป็นต้น

“เรากำลังพัฒนาอย่างเต็มกำลัง เรามี Autonomous Driving Campus ทางตอนเหนือของเมืองมิวนิกประเทศเยอรมนี มีพื้นที่กว่า 23,000 ตร.ม. เพื่อรองรับนักวิจัยและทีมงานได้ถึง 1,800 คน เป็นการลงทุนของเราเพื่อที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ”

โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายกระบวนการประกอบภายในโรงงานและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สืบเนื่องจากการจัดซื้อชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตในประเทศและเพื่อส่งออก บีเอ็มดับเบิลยูจึงจัดตั้งสำนักงานจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นในประเทศไทยด้วย เพื่อจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์จากซัปพลายเออร์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู 30 แห่ง ใน 14 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาทต่อปี

Connectivity การพัฒนาการเชื่อมต่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น BMW ConnectedDrive เป็นอีกฟีเจอร์สำคัญที่ BMW เร่งการพัฒนา โดยผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล ผ่านแอปพลิเคชัน BMW Connected บนสมาร์ทโฟน

อีกทั้งระบบตอบสนองการขับขี่ ซึ่งเป็นการประมวลผลขณะขับขี่ของแต่ละบุคคล ช่วยให้การขับขี่สนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้น และรถเองก็สามารถส่งข้อมูลแสดงสเตตัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานะของแบตเตอรี่ รวมทั้งการแจ้งเตือนเพื่อนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กตามระยะ โดยระบบสามารถแจ้งไปโดยตรงถึงดีลเลอร์หรือศูนย์บริการมาตรฐานโดยตรง เพื่อยกระดับการให้บริการสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถประกอบรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั้งหมด 13 รุ่น

ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Turismo บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู X1 และบีเอ็มดับเบิลยู X3 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GS บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS บีเอ็มดับเบิลยู R 1200 GS Adventure บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังขยายสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด 3 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le

Electrification แน่นอนว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของยานยนต์ในอนาคต กับรถพลังงานไฟฟ้าที่สร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม และเป็นเทรนด์ที่ทุกค่ายรถเร่งพัฒนา ซึ่งBMW ให้ความสำคัญเรื่องนี้และพัฒนามาก่อนใคร นับตั้งแต่ 2012 จนปัจจุบันรถตระกูล i ไม่ว่าจะเป็น BMW i3 และ BMWi8 ได้รับการยกย่องว่าเป็นรถยนต์พรีเมียมในกลุ่ม Battery Electric Vehicle (BEV) และ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่มียอดจำหน่ายรวมกันสูงที่สุดในโลก

“ปัจจุบันเรามีลูกค้าที่ใช้รถ Electrified Vehicles (ทั้ง BEV และ PHEV) รวมกัน กว่า 2 แสนคันทั่วโลก และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภายในปี 2025 เราจะมีรถ Electrified Vehicles รวมกันไม่ต่ำกว่า 25 รุ่น”

Service ในปัจจุบันเราคงคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันบริการ Grab หรือ Uber กันแล้ว ซี่งผู้บริหารบอกว่าในอนาคตเทรนด์แชริ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถ จากเป็นเจ้าของรถสู่การเช่ารถมากขึ้น สำหรับ BMW ปัจจุบันเป็นผู้นำ Car sharing Service บริการแชร์รถยนต์ระดับพรีเมียมที่ดำเนินการภายใต้ชื่อ “DriveNow” ซึ่งสามารถขึ้นขับและจอดได้ทุกที่ เมื่อต้องการใช้รถในทุกโอกาส โดยเสียค่าเช่าตามนาทีที่เช่าใช้รถ

“เราพัฒนาระบบ DriveNow แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อให้สมาชิก DriveNow สามารถหาได้ว่าตอนนี้รถอยู่ไหน เช่น เราต้องการใช้รถแค่ 15 นาที ก็สามารถใส่โค้ดที่ได้มาเมื่อแสดงความประสงค์จะเช่ารถเข้าไปบนหน้าจอรถ เหมือนการเช่าใช้เฉพาะนาทีที่เราใช้รถ เมื่อใช้เสร็จแล้ว จอดไว้ในจุดที่จอดสาธารณะทั่วไป แล้วคนอื่นก็มาใช้ต่อไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว”

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของแบรนด์ ถ้า BMW ถูกมองว่าเป็นรถเช่า ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกันว่า การพัฒนาไปตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า จะทำให้อัตลักษณ์แห่งยานยนต์ของบริษัทที่มีอายุกว่าศตวรรษ หายไปหรือไม่

แบรนด์  BMW ประสบความสำเร็จมาตลอด 100ปี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะยึดติดความสำเร็จจนมองข้ามความสำคัญของการพัฒนาอีก 100 ปีข้างหน้า”

“เพราะกุญแจความสำเร็จของเราคือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง ขณะเดียวกันทุกสิ่งที่ทำต้องรับผิดชอบต่อสังคม ถ้านวัตกรรมที่เราทำขึ้นมันสร้างความยั่งยืนได้ดีกว่า แล้วทำไมเราจะไม่ทำล่ะ”

เชื่อ เมืองไทยต้องเริ่มจากไฮบริด

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่ายอื่นเริ่มประกาศทิศทางรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว คำถามคือ บีเอ็มดับเบิลยูจะช้าไปหรือเปล่าสำหรับ BEV ในประเทศไทย

คำตอบของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทแม่ ยังคงยืนยันเหมือนเดิม ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์บ้านเราตอนนี้

“แน่นอนเรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา เราเปิดตัวรถยนต์ BEV รุ่น BMW i3 ตั้งแต่ 2013  เราเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้ว อย่างปัจจุบันโรงงานในประเทศไทยมีการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดถึง 4 รุ่น แต่เรามองว่ายังต้องใช้ระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE; Internal Combustion Engine) ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือ BEV อีกช่วงหนึ่ง  ดังนั้น ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จึงเป็นรุ่นที่เหมาะสมสำหรับช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดังกล่าว”

“ที่สำคัญคือผู้บริโภคต้องเข้าใจถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้รถยนต์ พวกเขาต้องการประสบการณ์ในการขับรถยนต์ไฟฟ้า ปลอดภัยหรือเปล่า คุ้มหรือเปล่า ขับออกไปรถเตือนว่าเหลือพลังงานอีก 30% จะพอขับกลับบ้านได้ไหม ฉันจะชาร์จไฟยังไง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่แค่เรื่อง Infrastructure และผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น มันมีเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย เราจึงเชื่อว่ารถปลั๊กอินไฮบริดซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในกับเครื่องยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าว”

กลยุทธ์ BMW

สู่การทะยานเติบโตทั้งโกลบอลและไทย

ปัจจุบันบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในระดับโลก ยังคงรุดหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายในช่วง 10 เดือนแรกของปี พ.ศ.2561 ที่เพิ่มขึ้นราว 1.3% โดยมียอดการส่งมอบรถยนต์รวมอยู่ที่ 2,035,695 คันทั่วโลกในภาพรวม

ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ก็ไม่น้อยหน้า มียอดการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 รวมทั้งหมด 9,842 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 18% นับเป็นการเติบโตที่สร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ และปูทางไปสู่ความสำเร็จส่งท้ายปี พ.ศ.2561

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน ด้วยยอดส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์รวม 1,573 คัน เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ด้านยนตรกรรมไฟฟ้ายังคงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จในยอดขายทั่วโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยมีอัตราการเติบโตปีต่อปีสำหรับตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู i บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance และมินิ คันทรีแมน ปลั๊กอินไฮบริด สูงถึง 42.0% จากยอดส่งมอบรวม 110,560 คัน ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ และนับตั้งแต่การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i3 ในปี พ.ศ.2556 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดให้แก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 325,000 คัน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายที่หลัก 500,000 คันภายในปี พ.ศ.2562 ส่วนในประเทศไทย รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ปลั๊กอินไฮบริด ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติการเติบโตของยอดขายตลอด 10 เดือนแรกที่เพิ่มขึ้นถึง 122% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer