SE – ED BOOK รายได้เท่าไร ? วิเคราะห์ (อดีต) ยักษ์ร้านหนังสือที่วันนี้ต้องเร่งปรับตัว

ในอดีตไม่ว่าจะหาหนังสือการ์ตูน,นิตยสารชื่อดัง,นิยายเรื่องฮิต หลายคนคงต้องเคยไปหาหนังสือเหล่านี้ที่ร้าน SE – ED BOOK

จากร้านหนังสือเล็กๆ ที่เปิดร้านแรกในช่วงปี พ.ศ. 2517 ขายดิบขายดีจนขยายมาเป็น 3 สาขา จากนั้นก็เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2534

เมื่อระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้มหาศาลบวกกับสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคก่อนการมาของสื่อ Social ขายดิบขายดี   SE – ED BOOKเลยขยายสาขาอย่างรวดเร็วผ่านศูนย์การค้าต่างๆ และ บิ๊กซี,เทสโก้ โลตัส จนมีถึง 416 สาขาทั่วประเทศ

เวลานั้นร้านหนังสืออย่าง SE – ED BOOKจึงเป็นธุรกิจที่หอมหวนถึงขนาดที่ยักษ์ใหญ่ธุรกิจบันเทิงอย่าง “แกรมมี่” อดในไม่ไหวต้องควักเงินหลายร้อยล้านบาทเพื่อเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในร้านหนังสือแห่งนี้

แต่เมื่อโลกดิจิทัลและสื่อ Social เข้ามาเสิร์ฟ Content หลากหลายผ่าน Smartphone ถืงมือผู้อ่านแบบฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงิน

พฤติกรรมการอ่านจึงเปลี่ยนจาก “กระดาษ” มาเป็น “หน้าจอ Smartphone”

สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เคยส่งหนังสือไปวางขายใน SE – ED BOOKก็มีหลายๆ เล่มที่ทยอยปิดตัวหรือบางรายก็ลดจำนวนการพิมพ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรงของ SE – ED BOOK ที่โมเดลธุรกิจคือเป็นช่องทางจัดจำหน่าย จากนั้นก็กินส่วนแบ่งรายได้จากเจ้าของสื่อสิงพิมพ์อีกที

ซ้ำร้ายหนังสือที่ตัวเองตีพิมพ์เอง ก็มียอดขายลดลงทุกเล่ม

จากนั้นรายได้ของ “SE ED BOOK” ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงราคาหุ้นที่ในยุครุ่งเรืองนั้นมีราคาขายอยู่ที่ 20 -22 บาท แต่เวลานี้เหลือ 2.86 บาท

รายได้และกำไรที่ลดลงอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดทำให้ “แกรมมี่” ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเวลานั้นทยอยขายหุ้นตัวเองอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง “แกรมมี่” เองก็ต้องการนำเงินจากการขายหุ้นไปลงทุนในธุรกิจทีวีของตัวเอง

โดย “แกรมมี่” ขายหุ้นล็อตสุดท้ายจำนวน 49.55 ล้านหุ้น ให้ “วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ในราคาหุ้นละ 6 บาท คิดเป็นมูลค่า 297.16 ล้านบาทในช่วงปลายปี พ.ศ. 2558

แต่ก็ใช่ว่า SE ED BOOKจะไม่ปรับตัวกับการถูก Digital disruption เพราะ ณ วันนี้ร้านหนังสือรายใหญ่ทั้ง นายอินทร์,B2S เลือกจะขายสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลงแล้วนำสินค้าอื่นๆ เข้ามาทดแทนบนชั้นวางในร้าน รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางขายในออนไลน์

SE – ED BOOK ก็มีแนวคิดที่ไม่ได้ต่างกัน เพราะเวลานี้มีสินค้าแฟชั่น,นาฬิกา,แว่นตา,เสื้อผ้าเด็กขายในช่องทางหน้าร้านในหลายๆ สาขา รวมไปถึงช่องทางออนไลน์

แต่หากจะปิดบาดแผลทางธุรกิจให้สนิทกว่านี้ SE ED BOOKต้องลดต้นทุนในการทำธุรกิจตัวเองและวิธีที่ดีที่สุดก็คือการลดจำนวน 419 สาขาที่มีอยู่ในมือตัวเอง

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในทุกๆ ไตรมาสที่ SE ED BOOK  แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์นั้นส่วนใหญ่จะมีแต่เนื้อหาการลดจำนวนสาขาของตัวเองจากที่มีอยู่ 419 สาขา ณ วันนี้เหลือ 366 สาขา

ถึงอย่างไรก็ตามการลดจำนวนสาขาและปรับเปลี่ยนสินค้าในร้านตัวเอง ก็ดูเหมือนเป็นแผนปรับตัวธุรกิจที่ SE ED BOOK  มาถูกทางและดูจะได้ผล

เมื่อเปลี่ยนคำว่า “ขาดทุนมาเป็นกำไร” จากปี 2560 ขาดทุน 25 ล้านบาท มาวันนี้ 9 เดือนแรกของปี 2561 กลับมากำไร 14 ล้านบาท

เหตุผลหลักๆ เกิดจากลดต้นทุนสาขา และบริหารจัดการสินค้าในแต่ละสาขาให้เกิดการหมุนเวียนทีดีขึ้น และมีกำไรจากการขายที่ดินและอาคารสํานักงาน

ที่น่าสนใจกว่านั้นในรายงานก็ยังระบุว่า SE – ED BOOKยังไม่หยุดพิจาราณา ที่จะลดจำนวนสาขาของตัวเองต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว SE ED BOOK ร้านหนังสือระดับตำนานจะเหลืออยู่กี่สาขาที่คิดว่า “พอดี” กับการทำธุรกิจในยุค Digital disruption

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer