เมื่อธุรกิจเดินมาถึงจุดเปลี่ยน จึงต้องคิดให้รอบคอบว่าจะรุดหน้าต่ออย่างไร โดยหนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้กันมากคือการปรับโฉม (Rebrand) เพื่อให้สอดคล้องกับก้าวใหม่ที่อยากให้ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ เช่นเดียวกับ WeWork ซึ่งไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่แค่ธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) อีกต่อไป จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น WeCompany  

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ยิ่งทวีความน่าสนใจ เพราะอีกตัวละครสำคัญคือ Softbank ค่ายโทรคมนาคมชั้นนำของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่บริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่มากมาย รวมถึง WeWork ด้วย

 

แตกออกเป็นสามเพื่อรองรับธุรกิจใหม่ใน Sharing Economy

WeWork ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 จากการร่วมมือกันของ Adam Neuman นักธุรกิจชาวอิสราเอลและ Miguel McKelvey สถาปนิกชาวอเมริกัน ที่นำชั้นที่ว่างอยู่ของอาคารแห่งหนึ่งใน New York มาตกแต่ง เพิ่มอุปกรณ์สำนักงานที่จำเป็น

WeWork Co-Founder

 Adam Neuman และ Miguel McKelvey

และพนักงานอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เข้าไป มาแบ่งให้เช่า ขณะเดียวกันยังติดต่อผู้บริหารจากองค์กรมาให้ความรู้กับบรรดา Startup ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก พร้อมเพิ่มห้องสันทนาการเพื่อคลายเครียดหลังเลิกงาน

WeWork Space 1

กระแสตอบรับจากเหล่า Startup และคน Gen Y ทำให้ Co-working Space ของทั้งคู่เจริญก้าวหน้าและขยายไปยังอีกกว่า 20 ประเทศ จนได้รับความสนใจจาก Softbank ซึ่งกำลังต้องการลงทุนในบริษัท Technology รุ่นใหม่อีก หลังประสบความสำเร็จกับ Alibaba ในจีน ซึ่งปัจจุบันคือค่าย E-Commerce ลำดับต้นๆ ของโลก โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา Softbank มีส่วนสำคัญพัฒนาธุรกิจของ WeWork

WeWork Co Working 2

ปี 2018 Softbank ได้เจรจากับ WeWork เอาไว้เบื้องต้นว่าจะลงทุนเพิ่มอีก 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 512,000 ล้านบาท) เพื่อให้ฝ่ายหลังได้รุกสู่ธุรกิจที่พักแบ่งเช่า และสถาบันการศึกษาตามที่วางแผนไว้

 

Big Deal สะดุดแต่ที่สุดก็จบสวย    

ราวช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของ Softbank กับ WeWork ได้เจรจากัน โดยฝ่ายแรกแจ้งว่าข้อตกลงเบื้องต้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะราคาหุ้นตกถึง 20% ทั้งที่ช่วงเสนอขายต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมาไปได้สวย สามารถระดมทุนได้ถึง 23,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 752,000  ล้านบาท) เป็นรองแค่ IPO มูลค่า 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 800,000 ล้านบาท) ของ Alibaba เมื่อปี 2014 เท่านั้น

WeWork Logo

ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2018 กับ 2019 ทั้ง 2 บริษัทต่างเจรจาต่อรองกัน จนที่สุดตกลงกันได้ภายใต้จำนวนเงินลงทุนที่เปลี่ยนไป โดยจาก 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถูกลดลงมาเหลือ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 64,000 ล้านบาท)

ส่งผลให้ฝ่ายบริษัทญี่ปุ่นภายใต้การบริหารของ Masayoshi Son ลงทุนกับ WeWork ไปแล้วกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 320,000 ล้านบาท) แซงหน้าบริษัทอื่นทั้งหมด รวมถึง Goldman Sachs และ JP Morgan ของสหรัฐฯ ด้วย และมีสถานะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่

WeWork Masayoshi

Masayoshi Son 

หลังได้เงินก้อนล่าสุดจาก Softbank แม้น้อยกว่าที่เคยเจรจากันได้ตอนแรกถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 448,000 ล้านบาท) แต่ WeWork ก็เดินหน้าปรับโครงสร้างตามแผนที่วางไว้ทันที ด้วยการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น WeCompany

และเพิ่มบริษัทในเครือเข้ามาใหม่อีก 2 แห่งคือ WeLive ที่ดูแลกิจการด้านที่พัก กับ WeGrow ที่ดูแลกิจการด้านการศึกษา ซึ่งบริหารโดย Rebekah ภรรยาของ Adam Neuman ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหาร (CEO) ส่วน WeWork ก็ยังถือเป็นธุรกิจหลักเช่นเดิม  

 

โจทย์ใหญ่ของ WeCompany และเบื้องหลังอาการวูบของ Softbank

แม้ที่สุด WeWork ได้เงินทุนในการขยายธุรกิจตามแผน แต่ก็ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ ทั้งเรื่องการทำกำไร เพิ่มยอดขาย และลดตัวเลขขาดทุน ซึ่ง 3 ไตรมาสของปี 2018 สูงถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 38,400 ล้านบาท) ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าไปท่ามกลางอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอีก 2 ปีจากนี้ที่ลดลง

WeWork Softbank

ส่วนหุ้นของ Softbank ที่ตกจนทำให้ Deal นี้สะดุด เกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน เริ่มด้วยการที่ชาวญี่ปุ่นกังวลว่าปีหน้าตลาดเครือข่ายโทรคมนาคมในประเทศอาจอิ่มตัวหลัง Rakuten ค่าย E-Commerce ดังเข้ามาเป็นผู้บริการสัญญาณรายที่ 4 ถัดมาคือปัญหาสัญญาณ Softbank ล่มนาน 4 ชั่วโมงเมื่อต้นธันวาคม

และสุดท้ายคือการที่ Softbank ก็ใช้อุปกรณ์โทรคมคมนาคมของ Huawei ซึ่งทั้งผู้ใช้และบริษัทในธุรกิจเดียวกันอีกหลายประเทศต่างกังวลว่าอาจเป็นช่องให้ทางการจีนจารกรรมข้อมูล/the guardian, fastcompany, cnn, cnbc, bbc, business insider



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer