ปัจจุบันตลาดสนีกเกอร์และรองเท้ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เติบโตเฉลี่ย 15-30% ต่อปี จากในอดีตที่เป็นตลาด Niche ปัจจุบันกลายเป็น Mainstream อีกทั้งเศรษฐกิจก็แทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้า ‘สนีกเกอร์’ ตั้งแต่ราคาหลักพันจนถึงหลักหมื่นบาท

การที่ตลาดสนีกเกอร์และรองเท้ากีฬาเติบโตอย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัจจัยบวกให้ตลาด ‘ผลิตภัณฑ์ดูแลรองเท้าและเครื่องหนัง’ เติบโตตามอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะ ‘ผู้เล่น’ ที่ผุดขึ้นมากกว่า 20 ราย แต่เหลือผู้เล่นที่แบรนด์ติดตลาดจริงๆ 6-7 ราย ประกอบกับ ‘ยอดขาย’ ที่เติบโตตาม แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีตัวเลขมูลค่าตลาดที่ชัดเจน

รุกข์ โสรัตน์ กรรมการบริหารและที่ปรึกษา บริษัท ไอคอนิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ Always Dry จากประเทศเบลเยียม ให้ข้อมูลว่า ปี 2560 บริษัทมียอดขาย (Total Sale) อยู่ที่ 33 ล้านบาท ปี 2561 ขยับมาเป็น 55 ล้าน และปี 2562 นี้คาดว่ายอดขายจะแตะ 70 ล้านบาท

“ช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจค่อนข้างยาก เพราะคนไทยยังไม่รู้จักเทคโนโลยีนาโนเคลือบกันน้ำ แต่พอตลาดสนีกเกอร์ในเมืองไทยเติบโต เลยเป็นจังหวะเวลาที่ลงตัว” รุกข์อธิบาย

ในวันที่ตลาดเติบโต บริษัทจึงตอกย้ำแบรนด์ด้วยการเปิดตัวสินค้าอีก 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Ultra Fresh Capsule แคปซูลดับกลิ่นและลดการอับชื้นรองเท้า ราคา 320 บาท, Ultra White Marker ปากกาสีอะคริลิกกันน้ำและแก้คราบเหลือง ราคา 690 บาท และ Ultra Wipes ผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบพกพา ใช้กับรองเท้ากีฬา สนีกเกอร์ และกระเป๋า ราคา 250 บาท

จากอดีตที่ธุรกิจสนีกเกอร์แคร์ (Sneaker Care) ต้องทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) กับธุรกิจบ้านและโรงแรมเป็นหลัก รวมถึงธุรกิจ Car Care และ Bag Spa แต่เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป สนีกเกอร์แคร์จึงหันมา ‘ค้าปลีก’ (Retail) ในช่องทางของตัวเอง

โดยช่องทางจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ค้าปลีก (Retail), อีเวนต์ (Event), ออนไลน์ (Market Place) และ B2B

เห็นได้ว่าทุกช่องทางล้วนเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันกับผู้เล่นทั้งรายเล็กรายน้อย เพราะการนำเข้าสินค้าที่ทำได้ไม่ยาก แต่ก็ต้องแบกรับกำแพงภาษี 10% หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตเองได้ในไทย ช่องทาง B2C โดยเฉพาะค้าปลีกจึงเข้ามาเล่นง่ายและเป็นช่องทางที่เนื้อหอมพอตัว

รุกข์บอกว่า ผลิตภัณฑ์ Always Dry เปิดตัวในเมืองไทยมากว่า 3 ปี ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ระหว่าง B2B เหลือเพียง 10% และ B2C 90% (Retail) ผ่านช่องทางจำหน่าย Modern Trade เช่น Supersports, Sports World, SportsMall, SportDome, Avarin, Ari Football Concept Store เซ็นทรัลและโรบินสัน และช่องทางออนไลน์

ปัจจุบัน Always Dry เป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ของช่องทางค้าปลีก โดยบริษัทใช้กลยุทธ์ ‘รีแบรนด์’ สินค้า เจาะกลุ่ม ‘คนรักการออกกำลังกาย’ ‘สายสนีกเกอร์’ ตลอดจนเซกเมนต์ ‘คนรุ่นใหม่’ และตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์

สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “Water Proof” หรือสเปรย์เคลือบกันน้ำ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักคือ กลุ่มคนรักรองเท้าสนีกเกอร์ที่มีกำลังซื้อรองเท้าราคาคู่ละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท จึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อปกป้องสิ่งสกปรกที่จะมาสัมผัสรองเท้า

ส่วน Always Dry มีสินค้าวางจำหน่าย 6 ชนิด เช่น สเปรย์ดับกลิ่น โฟมทำความสะอาดคราบ ผ้าเช็ดคราบสกปรก แคปซูลลดการอับชื้น ปากกาลดคราบ และสเปรย์เคลือบผิวกันสิ่งสกปรก

เมื่อเทียบกับราคารองเท้าหลักหมื่น ราคาของ Sneaker Care อยู่ตั้งแต่ราคาเกือบร้อยจนถึงเจ็ดร้อยบาท

ด้าน จิตต์ภูมิ ภูมิจิตร ประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท ไอคอนิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด มองว่า ปัจจัยบวกของตลาดสนีกเกอร์แคร์คือ ตลาดรองเท้าสนีกเกอร์ที่เติบโต ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือ การสร้างความเข้าใจในสินค้าและการสื่อสารแบรนด์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการใช้งานแตกต่างกัน ถ้าลูกค้าใช้งานผิดจะดูแลรักษารองเท้าไม่ได้ ส่งผลให้ลูกค้ามองแบรนด์ในแง่ลบว่าไม่มีประสิทธิภาพจริง

คงต้องจับตาดูต่อไปว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลรองเท้าที่ยัง ‘ใหม่’ สำหรับคนไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน เนื่องจาก ‘ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารองเท้า’ ต้องพึ่งแรงหนุนจากตลาดสนีกเกอร์และรองเท้ากีฬาล้วนๆ แถมไม่ใช่ทุกคนที่มีรองเท้าผ้าใบหรือคอสนีกเกอร์ทุกรายจะตัดสินใจทันทีที่หันมาใช้สินค้าเพื่อการดูแลรองเท้าโดยเฉพาะ

เพราะอุปสรรคที่ธุรกิจนี้ต้องเอาชนะให้ได้คือ ล้างภาพจำของยาสีฟัน สบู่ แปรงสีฟัน หรือผงซักฟอกที่อยู่ที่บ้าน ที่สามารถเอามาขัดๆ ถูๆ ทำความสะอาดได้เหมือนกัน

รายได้ Always Dry
ปี 2560 33 ล้าน
ปี 2561 55 ล้าน
ปี 2562 70 ล้าน (คาดการณ์)



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer