“ไมเดีย กรุ๊ป” เผยตลาดแอร์ปี 61 มูลค่า 2.2 หมื่นล้าน เติบโตติดลบ 8.3% จากอากาศที่ไม่ร้อน สวนทางบริษัทโต 54% จากกลยุทธ์ขายตามต่างจังหวัดก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ส่วนปี 62 เชื่อปีนี้ตลาดแอร์เติบโตแน่ เนื่องจากอากาศร้อนตั้งแต่ต้นปี คาดรายได้โต 74% จากการส่งสินค้า 5 ซีรีส์ 20 รุ่นสู่ตลาด เน้นขยายข่องทางขาย ประกาศผู้บริโภคเริ่มยอมรับแบรนด์จีนมากขึ้น เป้าส่วนแบ่งเพิ่มทุกปี หวังขึ้นทอป 3 ภายใน 5 ปี

เฮนรี เฉิน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไมเดีย เรซิเดนท์เชียล แอร์ คอนดิชันเนอร์ โอเวอร์ซี เซลส์ คอมพานี ประเทศจีน กล่าวว่า ไมเดีย กรุ๊ป นับเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลกในกลุ่ม ‘เครื่องปรับอากาศ’ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดกลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน 28% เป็นอันดับสองในตลาดจีน และส่งออก 24% อันดับหนึ่งในตลาดส่งออกทั่วโลก ส่วนเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ ครองส่วนแบ่ง 11.5% ในตลาดจีน และส่วนแบ่งตลาดกลุ่มส่งออก 20%

ส่วนในประเทศไทย ไมเดียเข้ามาบุกตลาดในปี 2559 ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2.2% (อยู่ประมาณอันดับ 10 ในตลาดไทย) ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้

ขณะที่ตลาดเครื่องปรับอากาศในปี 2561 มีมูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านบาท เติบโตติดลบ 8.3% มีปัจจัยจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีฝนตั้งแต่ช่วงต้นปี และไม่ร้อนต่อเนื่องเหมือนปีก่อนๆ

เฮนรี่ กล่าวอีกว่า แม้ตลาดรวมในไทยจะไม่เติบโต แต่รายได้ของไมเดียเติบโตถึง 54% คาดว่ามาจากการขยายช่องทางการขายตามต่างจังหวัดด้วยกลยุทธ์ ‘ป่าล้อมเมือง’ จากนั้นเข้ามาขายในกรุงเทพฯ และการสร้างแบรนด์ผ่านการตลาด รวมถึงการให้บริการหลังการขาย ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น

เฮนรี่ คาดการณ์ว่าตลาดเครื่องปรับอากาศปี 2562 จะแตกต่างจากปี 2561 คือ ปีนี้ตลาดแอร์จะ ‘เติบโต’ ขึ้น เนื่องจากปีนี้อากาศร้อนเร็วและร้อนมาก อีกทั้งรายได้ในช่วงไตรมาสแรกก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปี 62 ไม่เพียงแต่ตลาดแอร์จะดันให้ไมเดียเติบโตเท่านั้น แต่ไมเดียยังใช้กลยุทธ์ ขาย B2B กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ตลอดจนปัจจัยหนุนของรัฐบาลและความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในโปรเจกต์ One Road One Belt หรือเส้นทางสายไหมที่จะมาเชื่อมโยงการค้าให้สะดวก และส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่จะถูกลง

โดยปี 62 ‘ไมเดีย’ จะปล่อยสินค้า 5 ซีรีส์ หรือมากกว่า 20 รุ่น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ด้วยคุณสมบัติเด่น Flash Cooling ที่เร่งความเร็ว ซึ่งทำให้ห้องเย็นได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที เย็นเร็วทันใจ และฟังก์ชันกรองฝุ่น PM2.5 ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อ อีกทั้งเทคโนโลยี Air MagicTM ช่วยดูแลสุขภาพที่ดีด้วยการยับยั้งแบคทีเรียและฝุ่นละอองในอากาศ และมีระบบกรองอากาศ Dual Filtration ช่วยดักจับฝุ่นขนาดใหญ่และป้องกันอนุภาคขนาดเล็ก

ด้านระบบอินเวอร์เตอร์บริษัทมีระบบ Gear Shift ให้ผู้ใช้เลือกระดับพลังงานที่ต้องการใช้ได้ 3 ระดับ คือ 50%, 75% และ 100% บวกกับชุดพัดลมแบบ High Static Pressure และท่อระบายความร้อนแบบพิเศษ ทำให้การหมุนเวียนและระบายความร้อนดีขึ้น ส่งผลให้ประหยัดพลังงานได้มากถึง 30% นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฟังก์ชัน I-ECO ที่ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานอย่างเห็นได้ชัดใน 8 ชั่วโมงที่ใช้งาน

“กระแสการยอมรับสินค้าจีนเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับเครื่องปรับอากาศ Midea” เฮนรี่ เสริม

ด้านเป้าหมายในปี 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 74% ทั้งยังประกาศลงทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องสินค้า การขยายหน้าร้าน การทำการตลาด โดยมีเป้าส่วนแบ่งการตลาดที่ 4.5%

โทนี่กล่าวอีกว่า ปี 2562 บริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่ 20 รุ่น ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้านและกลุ่มเชิงพาณิชย์ โดยจะเน้นไปที่รุ่นที่เป็นระบบ ‘อินเวอร์เตอร์’

โดยช่องทางจัดจำหน่ายจะเน้นการ 3 ช่องทาง ได้แก่ (1) ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและร้านขายเครื่องปรับอากาศ  (2) โมเดิร์นเทรด  โดยบริษัทฯ จะเพิ่มพาร์ตเนอร์ในช่องทางนี้ และ (3) การขายในรูปแบบโปรเจกต์ ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2G

ด้านงบการตลาดปีนี้ บริษัทวางไว้ที่ 12% ของรายได้ ผ่านการสร้าง Brand Awareness เช่น แคมเปญการตลาด โฆษณาทางช่องทางออนไลน์ และโฆษณาตามสื่อท้องถิ่น

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละปี โดยปี 2563 จะเน้นเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 7%, ปี 2564 เป็น 9% เน้นสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในแบรนด์ และปี 2565 บริษัทมีแผนขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและขั้นตอนการกระจายสินค้าทั่วประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงทำกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการสร้างแบรนด์ โดยตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดที่ 13%

จากเป้าหมายที่วางไว้รายปี โทนี่มองว่า ทั้งหมดจะทำให้แบรนด์ “Midea” ติดทอป 3 ของไทยภายใน 5 ปี  (ปัจจุบันมิตซูบิชิเป็นอันดับ 1, ไดกิ้นอันดับ 2 และพานาโซนิคอันดับ 3)

Marketeer FYI

ไมเดีย (Midea) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2511 ปัจจุบันมีโรงงานผลิต 18 แห่งในจีน และอีก 15 แห่งในต่างประเทศ มีพนักงานราว 1.3 แสนคนทั่วโลก มีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 200 ประเทศ

ไมเดีย กรุ๊ป เป็นบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดลำดับที่ 323 ของโลก จากการจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune Global 500 ประจำปี 2561 และถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 138 ภายในรายงานประจำปีด้านแบรนด์ทรงคุณค่าที่สุดของโลก ประจำปี 2562 โดย Brand Finance

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer