ประวัติ Converse มาทำความรู้จักที่มาของแบรนด์เก๋าตราดาวที่ก้าวต่อได้ เพราะไม่ติดหล่มตำนาน

ความแตกต่างระหว่างเก่ากับเก๋า คืออย่างแรกมักเป็นสิ่งของที่นิ่งฝุ่นจับในห้องเก็บของ มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งผ่านเรื่องเล่า หรือเป็นงานเลี้ยงชีพของกลุ่มที่หลงใหลอดีต ส่วนอย่างหลังคือเป็นตำนานที่มีลมหายใจ ได้สานต่อมาถึงปัจจุบันและยังขยับปรับเปลี่ยนให้ดูร่วมสมัย เช่นเดียวกับ Converse ที่อยู่มานานเกินร้อยปี

วันนี้ Converse คือหนึ่งในแบรนด์ดังในตลาด Streetwear ที่มีแฟนประจำมากมาย และทำยอดขายได้ระดับพันล้าน แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เดินเกมพลาด ยึดติดกับตำนานมากเกินไปจนเผชิญวิกฤตใหญ่มาแล้ว

 

แบรนด์ดาวห้าแฉกที่กลับขึ้นฟ้าอีกครั้งหลังเดินทางใหม่

Converse ก่อตั้งเมื่อปี 1908 ภายใต้ชื่อ Converse Rubber Shoe Company โดย Marquis Mills Converse อดีตผู้จัดการโรงงานรองเท้า ช่วงแรกผลิตรองเท้ายางสำหรับใส่ในฤดูหนาว

จากนั้นในปี 1915 จึงเริ่มขยับไปผลิตรองเท้ากีฬา ตามด้วยรองเท้าหุ้มข้อทรงสูงรุ่นที่รู้จักกันทุกวันนี้ในเวลาถัดมา แต่ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนไปผลิตเฉพาะรองเท้าให้กองทัพสหรัฐฯ

Chuck Basketball

ข้ามมาถึงยุค 60 รองเท้าผ้าหุ้มข้อพื้นยางของ Converse รุ่น Chuck Taylor All-Stars ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการบาสเกตบอลในสหรัฐฯ ขณะที่ Converse เองก็ครองส่วนแบ่งมากสุดในตลาดรองเท้าผ้าใบของสหรัฐฯ

ช่วงขาขึ้นดังกล่าวยังต่อเนื่องมาถึงยุค 70 และ 80 พร้อมด้วยสถานะแบรนด์คู่ใจวัยรุ่นและนักดนตรีร็อกทั่วโลกที่เพิ่มมา

ตลอดครึ่งแรกของยุค 90 Converse ก็สานต่อความดังได้อีก ท่ามกลางการครองโลกของดนตรี Grunge และ Punk ที่วงแนวนี้แทบทั้งหมดต่างสวมใส่ Converse กันจนวัยรุ่นทั่วโลกพากันใส่ตามวงขวัญใจ

Converse All Star 2

ทว่า การพึ่งพารองเท้ารุ่น Chuck Taylor All-Stars มากเกินไป มีรุ่นใหม่ๆ ออกมาน้อย ขาดนวัตกรรม ยอดขายตกและหนี้สะสมก้อนโตในช่วงรอยต่อระหว่างยุค 90-2000 จึงทำให้เผชิญวิกฤต

จนในที่สุดปี 2001 Converse จำเป็นต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Nike และ Adidas ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น

Converse ทำทุกทางเพื่อล้างหนี้ มูลค่ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,400 ล้านบาท) ทั้งปิดโรงงานหลายแห่งในสหรัฐฯ ปลดพนักงานนับพัน ขายอาคารสำนักงานใหญ่ในเมือง North Reading ที่ใช้มานาน

และให้ Global Brand Marketing Inc เข้ามาดูแลสิทธิ์ในการผลิตสินค้าทั้งหมดภายใต้ชื่อ Converse ทั้งในและต่างประเทศแทน

ปี 2002 ซึ่งถือเป็นช่วงแรกของการฝ่าวิกฤต Converse ทำยอดขายได้เพียง 205 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,560 ล้านบาท) แต่ปี 2003 แบรนด์ดังตราดาวก็ไม่ได้ฝ่ามรสุมธุรกิจเพียงลำพังอีกต่อไป

หลังเข้าไปอยู่ใต้ชายคา Nike ด้วยสัญญาซื้อกิจการมูลค่า 309 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,888 ล้านบาท) โดยอดีตคู่แข่งที่กลายเป็นบริษัทแม่ ทยอยลดผลิตภัณฑ์กีฬาของ Converse ลง

Converse Colors

พร้อมเปลี่ยนให้แบรนด์แฟชั่นแนว Streetwear มากขึ้น และมีรองเท้ารุ่น Chuck Taylor All-Stars โฉมใหม่ ทั้งสีสันและลวดลายต่างๆ ที่เพิ่มมาเป็นหัวหอก

ด้วยแนวทางใหม่จาก Nike ทำให้แบรนด์ดาวห้าแฉกหลุดจากการเป็นดาวร่วงและค่อยๆ กลับสู่ฟ้าอีกครั้ง โดยปี 2008 Converse ทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นเป็น 729 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 23,328  ล้านบาท)

ตามด้วย 1,449 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 46,368 ล้านบาท) ในปี 2013 และพุ่งสูงขึ้นเป็น 2,042 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 65,344 ล้านบาท) ในปี 2017

แม้ปี 2018 ยอดขายของ Converse ลดลงมาอยู่ที่ 1,886 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 60,352 ล้านบาท) แต่ก็ถือว่ายังไม่น่ากังวล เพราะเมื่อ 15 ปีก่อนนี่คือแบรนด์ร่วง เจ้าของมียอดขายเพียง 205 ล้านเหรียญสหรัฐ

Converse All Star Pro BB

ส่วนปีนี้ Converse คืนวงการบาสเกตบอลด้วยรองเท้ารุ่น All Star Pro BB เพื่อเป็นการตอกย้ำความผูกพันกับแวดวงกีฬายัดห่วง หลังหายไปจาก NBA ตั้งแต่ปี 2012

 

Chuck Taylor และ Jack Purcell สองชื่อดังที่ผูกพันกับ Converse  

แม้ไม่ใช่คอกีฬา ผู้ชื่นชอบแฟชั่นแนว Streetwear หรือแฟนคลับวงร็อก แต่คนทั่วโลกต่างรู้จัก และจดจำ Converse ได้จาก Logo รูปดาว 5 แฉก ภาพลักษณ์ความเป็นขบถที่ตรงกับความหมายของคำว่า Converse (ตรงข้าม) และยังไปพ้องกับชื่อสกุลของผู้ก่อตั้งแบรนด์ (Marquis Mills Converse) อย่างลงตัวอีกด้วย

ทว่ายังมีอีก 2 ชื่อที่ผูกพันกับ Converse และทำเงินให้แบรนด์ไม่ใช่น้อยในแต่ละปี ชื่อแรกคือ Chuck Taylor อดีตนักบาสเกตบอลที่เข้ามาร่วมงานกับ Converse ในฐานะฝ่ายขายในปี 1921 

Chuck Taylor

Chuck Taylor อดีตนักบาสเกตบอลที่พัฒนารองเท้าดังรุ่น All-Stars 

Taylor นำคำติชมจากนักบาสเกตบอลที่มีต่อรองเท้ารุ่น All-Stars มาใช้เป็นข้อมูลในการผลักดันให้ต้นสังกัด ปรับปรุงคุณภาพของรองเท้ารุ่นดังกล่าวซึ่งเด่นตรงที่ทรงคล้ายสามเหลี่ยมและผ้าใบหุ้มเลยตาตุ่มไปเล็กน้อยที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 1917

จนในที่สุดปี 1932 Converse รุ่นใหม่ในชื่อ Chuck Taylor All-Stars ก็วางตลาด ซึ่งแน่นอนว่า 2 คำแรกที่เพิ่มมาตั้งให้เป็นเกียรติแก่ Chuck Taylor ผู้มีส่วนสำคัญต่อรองเท้ารุ่นนี้นั่นเอง

Chuck Taylor 3

ชื่อที่ 2 ซึ่งผูกพันกับ Converse เช่นกันคือ Jack Purcell รองเท้าผ้าใบที่ออกแบบโดยนักแบตมินตันชื่อเดียวกัน ตั้งแต่ยุค 30 ที่เคยเป็นของ PF Flyers บริษัทรองเท้าในเครือ B.F. Goodrich บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่มาก่อน

จากนั้นกลายมาเป็นแบรนด์ในเครือ Converse ผ่านกิจการของ PF Flyers จาก B.F. Goodrich เมื่อยุค 70 เพราะเจ้าของเดิมต้องการออกจากธุรกิจรองเท้า

Converse Jack Purcell

Converse รุ่น Jack Purcell

ข้อติดขัดทางกฎหมายในเวลาถัดมา Converse จึงทำได้แค่เลือกเก็บแบรนด์ Jack Purcell ไว้ แล้วขายกิจการที่เหลือของ PF Flyers ทั้งหมดต่อให้บริษัทอื่น ซึ่งถือว่าคุ้มเพราะ Jack Purcell ยังคงเป็นรองเท้ารุ่นดังของ Converse อีกรุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วน PF Flyers ถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับหลายบริษัทตั้งแต่ปี 1975 และปัจจุบันเป็นแบรนด์ในเครือ New Balance จากการซื้อกิจการเมื่อปี 2001/qz, businessinsider, cnn, forbes, espn, pffflers, gentlemansgazette, wikipedia  

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน