เคยสงสัยไหมว่าทำไมรายการเด็กดีๆ ในอดีตหลายรายการถึงได้ห่างหายไปจากจอทีวี

แล้วเคยสงสัยต่อไหมว่าทำไมรายการ “ซูเปอร์เท็น” เวอร์ชั่น2 ของรายการ “ซูเปอร์จิ๋ว” ของพี่ซุป “วิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ” ที่ออนแอร์ทางช่องเวิร์คพอย์ 23 ทุกวันเสาร์ เวลา 16.40 น. ถึงได้อยู่ยาวนานมาถึง 28  ปี

ถึงไม่ใช่รายการเด็กที่เรตติ้งดีที่สุดของยุคนี้ แต่ช่วงระยะเวลาเพียง  2 ปีกว่า ยอดวิวรวมทุกช่องทางของซูเปอร์เท็นยังสูงลิ่วถึง 2,500 ล้านวิว  

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำรายการเด็กให้มีเรตติ้งถึง 1 มียอดวิวทะลุหลักล้าน ในบ้านเมืองที่รายการเด็กเป็นเสมือนส่วนเกินของผังรายการที่สปอนเซอร์อาจจะไม่สนใจ

บนเส้นทางการทำรายการเด็กของพี่ซุป จึงเป็น Story ที่สุดแสนจะดราม่า และสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่ต่างกับตัวรายการซูเปอร์เท็น และดูเหมือนว่าวันนี้พี่ซุปได้รางวัลอย่างที่เขาฝันอยากจะได้ไปแล้ว

อายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่พี่ซุปเริ่มจากหนี้หลายล้าน

ซูเปอร์จิ๋ว เป็นรายการเด็กทางช่อง 9 อสมท ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2534  ของกรรณิกา ธรรมเกษร ช่วงแรกพี่ซุปเป็นพิธีกรและทีมครีเอทีฟ  หลังจากทำมาประมาณ 6 ปีก็เข้าช่วงวิกฤตทางการเงิน “ต้มยำกุ้ง”  ซึ่งเป็นเหมือน “สึนามิ” ลูกใหญ่ที่เข้ามากวาดรายการต่างๆ ในทีวีออกไปโดยเฉพาะรายการเด็ก เพราะผู้สนับสนุนเจอปัญหาการเงินกันถ้วนหน้า

“สปอนเซอร์รายการซูเปอร์จิ๋วหายไปเลยครับ คือเดิมทีรายการเด็กตั้งแต่สมัยยุคแรกก็ขายยากอยู่แล้ว แต่พอในยุคนั้นลูกค้าก็ยกเลิกการสนับสนุนกลางคัน แต่ผมก็เข้าใจนะครับว่าลูกค้าก็ไม่ไหวจริงๆ จำเป็นต้องลดต้นทุน อะไรตัดได้เขาก็ตัดเพื่อให้บริษัทของเขาที่เลี้ยงคนงานหลายร้อยหลายพันชีวิตอยู่รอด”        

วันนั้น กรรณิกาตัดสินใจจะไม่ไปต่อ เพราะมองเห็นแล้วว่าเส้นทางข้างหน้าลำบากแน่นอน แต่คนที่ไม่ยอมเลิกคือพี่ซุป

“คือตอนนั้นผมค้นพบว่ารายการซูเปอร์จิ๋วไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ผมก็เลยไปคุยกับพี่แอ้ กรรณิกาว่าขออนุญาตทดลองทำต่อ พี่แอ้ก็ให้พรแล้วบอกว่าให้ระวังเพราะจะยากมากซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ตอนพี่ซุปตั้งบริษัท ซูเปอร์จิ๋ว เพื่อเป็นผู้ผลิตรายการนี้ เพิ่งอายุ 27 ปี อายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่กำลังมีหนี้เป็นล้าน

“ผมใช้เงินตัวเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหยิบยืมจากคนที่รู้จัก ก็หมุนไปหมุนมา ค้างค่าเวลาสถานี สถานีเรียกไปคุย ลูกค้าค้างเงินเรา มันวิกฤตจริงๆ ยังนึกแล้วถามตัวเองอยู่เลยว่าถ้าอายุมากกว่านั้นจะกล้าทำหรือเปล่า เพราะตอนอายุ 30 ต้นๆ ผมมีหนี้ก็วนๆ อยู่ที่ 3 ล้าน 5 ล้านบาทแล้ว”  

แล้วทำยังไงให้รายการอยู่ได้ ก็สรุปกันว่าต้องใช้วิธี Low Cost Marketing ทำทุกอย่างให้ต้นทุนต่ำที่สุดเพื่อให้อยู่ได้นานสุด แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น ตัวเลขขาดทุนเยอะมากสะสมมาเรื่อยๆ

“เคยคุยกับแฟนว่า ถ้าตัวเลขขาดทุนเท่านี้เราจะเลิกนะ แต่ก็ไม่ได้เลิกเสียที ทั้งๆ ที่เลยจุดที่ตั้งไปแล้ว 4-5 ครั้ง จนผมมีความคิดว่าถ้าทำแบบเดิมไม่รอดแน่ เลยไปคุยกับเด็กว่าเขาอยากได้อยากดูอะไรแน่”

เด็กบอกก็รายการพี่ไม่ยอมลงทุน 

แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ทำรายการให้เด็กดู ก็เปลี่ยนวิธีคิดไปถามเด็กว่าอยากดูอะไร ซึ่งก็คือคัมภีร์การตลาดเรื่อง Customer Centric  นั่นเอง

“เราก็เลยทำ Research มีตัวเลขหนึ่งที่น่าตกใจมาก คือเด็กบอกเลยว่ารายการเราไม่ลงทุน เฮ้ย! รู้ได้ไงว่าเราประหยัด (หัวเราะ) เพราะเด็กเขาไม่ได้ดูเฉพาะรายการเด็ก เขาดูทุกรายการ ดูเกมโชว์ ละคร การ์ตูน ดูทุกอย่าง ดูแล้วเปรียบเทียบได้ว่ารายการอื่นมีสีสันมากกว่า อีกอย่างเขาบอกรายการเป็นของเด็กกรุงเทพ ผมก็สงสัยว่าทำไมเด็กพูดอย่างนั้น เขาบอกว่าก็ไม่เห็นพี่ออกจากห้องส่งเลย อยู่แต่ในสตูดิโอ แล้วก็บอกว่าน่าเบื่อ จำเจ ก็เลยเปลี่ยนช่อง”

ถ้าอย่างนั้นแทนที่จะให้เด็กเปลี่ยนช่อง เราเปลี่ยนตัวเองก่อนดีกว่าไหม โดยเริ่มจาก 1. ต้องลงทุนในการทำรายการมากกว่านี้ 2. ทำให้เด็กรู้ว่าเป็นรายการของเด็กทั้งประเทศ และ 3. ทำอย่างไรให้เด็กไม่เบื่อ ก็เลยเปลี่ยนสิ่งที่ทำมาตลอด 7-8 ปี

โดยเริ่มจากข้อ 3 ก่อน คือต้องทำรายการให้ไม่น่าเบื่อ เพิ่มความหลากหลายขึ้น มีช่วงละคร มีเรื่องของวิทยาศาสตร์ มีเรื่องศิลปะ มีเรื่องการแสดงความสามารถ ร้องเพลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นมากแต่ต้องยอม เริ่มออกไปนอกห้องส่งมากขึ้น ไปตามโรงเรียน ตามจังหวัดต่างๆ สุดท้ายลงทุนเปลี่ยนฉากให้ดูอลังการ ให้เด็กที่ดูเกิดความรู้สึกที่ว่าว่าถ้าเขามายืนตรงนั้นแล้วจะเป็นความทรงจำไปตลอดชีวิต รวมทั้งใส่ระบบแสง สี เสียง เข้าไป

“ปรากฏว่า Feedback ดีมาก แล้วตอนนั้นเหลือคนทำรายการเด็กน้อยลงมากด้วยครับ สปอนเซอร์เลยมาลงที่รายการเรา เป็นจังหวะที่ทำให้เราขยับตัวได้ ตัวเลขรายได้ดีขึ้น”

หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังพี่ซุปไม่เคยหยุดนิ่งในการให้ความสำคัญกับการสำรวจความคิดเห็นของคนดู

แต่อย่างไรก็ตาม รายการไม่ได้ราบรื่นมาตลอด ตัวเลขขาดทุนในช่วงหลังปี 2550 ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่ทั้งพี่ซุปและทีมงานก็ไม่ได้ถอดใจ โชคดีในช่วงเวลานั้นยังมีรายได้จากงานอีเวนต์ของซูเปอร์เท็นที่ทำให้กับหน่วยงานเอกชนต่างๆ มาซัปพอร์ตอยู่บ้าง  

“สิ่งที่เราทำอยู่คือ Passion คือความฝัน คืองานศิลปะ คือหลายสิ่งแต่ที่สุดแล้วมันอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจ เราไม่สามารถเดินไปหาลูกค้าแล้วบอกว่ารายการนี้ดีมาก มีประโยชน์ต่อสังคม ช่วยซื้อหน่อยได้ไหม เป็นไปไม่ได้ สมมุติว่าลูกค้าเมตตาช่วยซื้อ เขาอาจจะซื้อได้สักครั้งสองครั้ง แต่ในทางปฏิบัติเขาจะต้องไปตอบทางผู้ใหญ่เขาได้ว่าทำไมเขาเลือกรายการนี้ หรือในแง่ของเขาไม่ได้สร้างเงินได้เอง เงินเข้ามาจากการขายสินค้า แล้วถ้าสินค้าที่เขาเลือกมาลงในรายการนั้นแล้วคนจำนวนมากไม่ได้มองเห็น เขาก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งผมเข้าใจ และเมื่อเราเลือกจะทำเอง ไม่มีใครบังคับ ผมก็เลยไม่ได้ตัดพ้อกับใครเรื่องนี้นัก”

แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตพี่ซุปก็เปลี่ยน

จนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วได้มีการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ Variety “ซูเปอร์จิ๋ว” เป็น “ซูเปอร์เท็น อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว” พร้อมๆ ย้ายช่องมาอยู่ที่เวิร์คพ้อยท์

“ถ้าโลกเราถามหาเรตติ้ง รายการเด็กในรูปแบบเดิมไม่สามารถอยู่ได้  คิดอยู่หลายวิธีจนสรุปได้ว่าเราต้องทำรายการเด็กเพื่อทุกคน ไม่ใช่ให้เด็กดูอย่างเดียว กลุ่มคนดูต้องกว้างขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเรตติ้งก็จะอยู่ที่ 0.1-0.2 อยู่แบบนี้  เลยกลายมาเป็นซูเปอร์เท็น รายการเด็กรูปแบบใหม่ที่เด็กๆ จะต้องใช้ความสามารถมาแลกกับสิ่งที่อยากได้ เป็นรายการสร้างแรงบันดาลใจที่ทุกคนสามารถมาดูได้ หัวใจสำคัญคือ 80-90% เด็กต้องเป็นคนเดินเรื่อง”

คราวนี้พี่ซุปมั่นใจมากว่ามันต้องใช่ ทีนี้พอไฟเริ่มมาก็เดินหน้าทำอย่างเดียว ไม่ห่วงต้นทุน (อีกแล้ว) เพราะอยากให้รายการออกมาดี

จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มเกิดขึ้นเมื่อทางช่องเห็นด้วยกับรูปแบบรายการและให้เวลาช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงไพร์มไทม์แทนช่วงเช้าวันเสาร์ เป็นโอกาสในการเข้าถึงคนให้มากขึ้น และเพื่อรับมือกับเรื่องดิจิทัล ดิสรัปชัน ก็ได้มีการผลิตรายการให้ไปกันได้กับทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเฟซบุ๊ก และยูทูบ มีการปล่อยคลิปไฮไลต์ไปตามออนไลน์ต่างๆ ครบ

“ผู้บริหารเวิร์คพ้อยท์ทุกคนเข้าใจ แต่คนที่นึกภาพไม่ออกคือลูกค้า เพราะรูปแบบรายการใหม่มาก ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองไทย ตอนรายการซูเปอร์จิ๋วเรามีป้ายสปอนเซอร์ในรายการประมาณ 10 กว่าป้าย พอเปลี่ยนรูปแบบรายการใหม่ ผมเหลือป้ายแค่ 4 ป้าย 6 เดือนแรกผมขาดทุนไปประมาณ 6 ล้านบาท”

ทั้งๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในเทปแรกมันมหัศจรรย์มาก

ปรากฏการณ์ น้องพีเตะบอลชนคาน  

“ก่อนหน้านั้นผมมีฝันในชีวิตอยู่ประมาณ 2-3 อย่าง  คือ 1 อยากได้เรตติ้ง 1 สักครั้งในชีวิต  2 ยอดวิวที่เคยได้สักแสนต้องใช้เวลา 3-6 เดือน ผมอยากได้ให้มากและเร็วกว่านี้  และ 3 ผมอยากได้ป้ายบิลบอร์ดโปรโมตรายการ”

เทปแรกน้องพีเตะบอลชนคาน ความหวังของเด็กคือมาขอลูกฟุตบอลลูกแรกในชีวิต ทันทีที่ออกอากาศ พี่ซุปบอกว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไป เพราะเกิดกระแสไวรัลในโลกโซเชียล เป็นคลิปหนึ่งที่แรงที่สุดในปี 2560 ด้วยโปรดักชั่น ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ต่างจากเดิม ซูเปอร์เท็นจุดกระแสติดนับตั้งแต่วันนั้น   

ตอนนั้นความฝันของพี่ซุปเป็นจริงหมดทุกเรื่อง เพราะคลิปนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งคืนก็ได้ล้านวิว

“เคยเป็นไหมครับ ทุกครั้งที่รีเฟรชหน้าจอมือถือยอดวิวก็เปลี่ยนไป พุ่งไม่หยุด เพียงข้ามคืนยอดวิวประมาณ 2-3 ล้าน วันเดียวได้ 5 ล้านวิว แต่สิ่งที่น่าทึ่งมาก ยอดแชร์ 2 แสนกว่าแชร์ รวมๆ ทั้งหมดตอนนี้ (20 ก.ย. 62) น่าจะประมาณ 20 กว่าล้านวิว”

เรตติ้ง 1 ที่คอยมานานก็ได้ตั้งแต่เทปแรก มากสุดเคยทำเรตติ้งได้ 2 กว่าๆ หลังจาก 7 เดือนผ่านไป ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ซูเปอร์เท็นมีเรตติ้งเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับรายการอื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน  

ที่น่าสนใจคือความสำเร็จที่เกิดขึ้นเกิดจากทีมครีเอทีฟทีมเดิม เป็นเชฟคนเดิม เพียงแต่มาคุยกันใหม่ว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ทำอาหารให้เด็กรับประทานอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็ต้องชอบด้วย   

“สิ่งที่มันเกิดขึ้นเหมือนได้ออกมาจากสิ่งที่เราคาใจมาตลอดว่าถ้ารายการเด็กดีจะไม่มีคนดู รายการนี้ได้ปรู๊ฟแล้วว่าถ้าเราทำได้ ถ้ารายการดีจริงๆ ยังไงก็ต้องมีคนดู แต่ถึงเรตติ้งจะดีกระแสจะดี 2 เดือนแรกผมก็ยังมีตัวเลขขาดทุนประมาณ 5-6 ล้านบาท เพราะงบลงทุนผมเพิ่มขึ้นมาประมาณ 4 เท่า ผ่านไปประมาณ 5-6 เดือน ผมถึงเริ่มคุ้มทุน ได้รับการตอบรับมากขึ้นเรื่อยๆ”

เมื่อถามถึงเทปที่เขาประทับใจ

พี่ซุปเล่าถึงเทป “น้องบีมกราบพ่อ” เรื่องราวของเด็กคนหนึ่งต้องการได้กอดพ่อสักครั้งในชีวิต แต่พ่อของน้องเป็นผู้ต้องโทษ ทางรายการไม่สามารถสร้างความฝันของน้องให้เป็นจริงได้ แต่บังเอิญผู้ใหญ่ของกระทรวงยุติธรรมดูรายการนี้ด้วย เลยอนุญาตให้นักโทษชายคนนี้ได้เจอลูก เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขังคนอื่นๆ คิดได้ว่าการคิดผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้กับชีวิตของลูกเมีย ญาติพี่น้อง อย่างไรบ้าง และให้พวกเขาตั้งใจทำตัวให้ดีเพื่อจะได้ออกมาหาคนที่รออยู่ข้างนอก

   

“เป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ทำให้ผมรู้สึกดีมาก ทุกวันนี้เด็กหลายๆ คนมีคนใจบุญเห็นความพยายาม และความเป็นเด็กดี เลยติดต่อมาให้ทุนการศึกษา ส่งให้เรียนหนังสือ ตรงนี้เป็นกำไรที่ผมประเมินค่าไม่ได้เลย

ตอนนี้สิ่งที่กำลังท้าทายผมก็คือทำอย่างไรที่จะให้คนไม่เบื่อ ทำอย่างไรที่จะเล่าเรื่องเด็กที่ไม่ได้มหัศจรรย์มากมาย ทำให้คนดูอยากรู้  สนุกและน่าติดตาม”  

                                                                                                                                                                                                                    แล้วถ้าวันหนึ่งรายการที่เคยใช่ กลับไม่ใช่ ที่เคยโดน กลับ น่าเบื่อ คนไม่ตื่นเต้นกันแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป

“ก็เจอมาเยอะล่ะครับ จะเจออะไรอีก ก็มาดิ ค้าบ… (หัวเราะ)  แต่ทุกวันนี้ เราบอกกับทีมงานว่า เรามีความตั้งใจที่ดี โฟกัสกับงาน ทำอย่างทุ่มเท มุ่งมั่น มี Passion ก็ไม่ต้องคิดอะไร ก็สู้กันไป มันต้องอยู่ได้”

สิ่งที่เกินความฝันอีกอย่างหนึ่งของเขาก็คือ วันนี้รายการซูเปอร์เท็นถูกช่องทีวีของประเทศอินโดนีเซียซื้อลิขสิทธิ์ไป และในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ซูเปอร์เท็น เวอร์ชั่นอินโดนีเซียจะเริ่มออนแอร์

และสุดท้ายสิ่งที่คนทำรายการสำหรับเด็กมาตลอดเวลา 28 ปี ต้องการเห็นและต้องการให้เกิดขึ้น คือช่องทีวีเด็กที่มีรัฐบาลสนับสนุน รวมทั้งมีสื่อต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมสามารถทรานสฟอร์มตัวเองให้เข้าถึงเด็กได้หลายช่องทาง ออนได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออนกราวด์ ตามสถานที่ต่างๆ ก็ได้  

เขาย้ำว่า คนที่ทำเรื่องเด็กไม่น่าจะต้องมาต่อสู้ในเรื่องของต้นทุนกำไร แต่ควรจะเอาพลังที่มีไปคิดในเรื่องการสร้างสรรค์รายการ ที่เหมาะกับเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยมากกว่า               

“ลึกๆ ลงไปผมอยากให้มีช่องเด็กสาธารณะในบ้านเรามาก  เพราะถ้าเราศรัทธาเราเชื่อมั่นว่าสื่อสำหรับเด็กสามารถที่จะพัฒนาลูกๆหลานๆของประเทศนี้ได้ก็ต้องมี   ถึงแม้จะรู้ว่าประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย มักมีเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ ที่มาก่อนเรื่องเด็กเสมอ เช่นปัญหาเรื่องปากท้อง น้ำท่วม ฝนแล้ง ก็พยายามมองอย่างเข้าใจนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าของรายการเด็กต้องช่วยตัวเองทั้งหมดแบบนี้ รัฐต้องมีวิธีการที่จะเข้ามาสนับสนุนด้วย”

ซูเปอร์เท็นจึงไม่ใช่แค่เพียงรายการทีวี แต่คือ ชีวิตของพี่ซุป ผู้ทำรายการเด็กที่ยาวนานที่สุดในเมืองไทย รวมทั้ง ชีวิตของเด็กไทยที่ต้องการสื่อดีๆ เพื่อผลักดันให้เขาเป็นพลังที่ดีให้กับสังคมไทยในอนาคตด้วย

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer