WeWork ไปต่อหรือพอแค่นี้ ? วิเคราะห์ทิศทาง WeWork ธุรกิจ Co-Working Space ที่ HOT ที่สุดตอนนี้

“WeWork” สตาร์ทอัพให้เช่าพื้นที่ทำงานที่มาแรงที่สุดในโลก กำลังกลายเป็น Talk of The World   

WeWork เกือบจะถึงปลายทางฝันอยู่แล้วเชียว เพราะกำลังจะได้ Exit เข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แต่เรื่องตัวเลขก็แดงออกมาเสียก่อน

เพราะจากการที่จะยื่น IPO นี่เองทำให้ทุกคนเห็นว่าจริงๆ แล้วธุรกิจของ WeWorkเป็นอย่างไร  

เป็น Case Stady ที่สุดแสนจะคลาสสิกสำหรับนักลงทุน และ แมงเม่าสตาร์ทอัพกันเลยทีเดียว

Marketeer มีโอกาสได้พูดคุยกับ สิทธิพล พรรณวิไล IT Blogger จากเว็บ nuuneoi.com ที่วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว  

เริ่มจากคำว่า WeWork กันก่อน เพราะคำนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูคนไทย ทั้งๆ ที่รูปแบบธุรกิจของมันอยู่เคียงคู่คนไทยในเมืองมานาน  

ธุรกิจของ WeWork คือ “การเช่าพื้นที่ระยะยาวสร้างเป็นออฟฟิศและปล่อยให้คนอื่นเช่าต่อเป็นรายเดือน” หรือ Service Office ที่เป็นธุรกิจมาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่อะไรเลย

แต่นั่นแหละ WeWorkมาทำในช่วงที่ Tech Startup บูม ก็เลยเกาะกระแสและเปลี่ยนไปใช้คำว่า Co-Working Space แทน แต่หัวใจหลักก็คือ Service Office ธรรมดานี่แหละ จะแตกต่างกันบ้าง มีบริการด้าน Tech Startup ให้ด้วย เช่น ด้านกฎหมาย ด้านบริษัท ฯลฯ คนที่มาเช่าที่นี่ก็เลยจะได้ใช้บริการตรงนี้ด้วย

ธุรกิจ Service Office เป็นธุรกิจที่มีมานานก็จริง แต่เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากกกกนะ สาเหตุเพราะมันเป็นการเช่าพื้นที่มาระยะยาว แต่ปล่อยเช่าคนอื่นต่อในระยะสั้น (ขั้นต่ำ 1 เดือน)

ดังนั้น ในแง่ของค่าใช้จ่ายแล้ว WeWorkมีค่าใช้จ่ายที่ Fix ยาวไปเลยเป็นสิบปี ไม่สามารถปรับลดได้ แต่รายได้กลับมีความแปรปรวนตามสภาพเศรษฐกิจได้อย่างง่ายๆ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจก็คือขาดทุนยับได้เลยเพราะค่าใช้จ่ายคงเดิม แต่รายได้ไม่มี

เนื่องจาก WeWorkวางแผนจะยื่น IPO ก็เลยต้องเขียนเอกสารรายงานรายรับรายจ่าย กำไรและขาดทุน ผลออกมาคือ ยิ่งลงทุนเพิ่มเท่าไรก็ยิ่งขาดทุนเพิ่มเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบตัวเลขที่น่ากลัวมาก

ปี 2018 ปีเดียว WeWorkมีรายได้มหาศาลถึง $1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฟังดูดี แต่พอสรุปรายได้สุทธิมาแล้ว ปรากฏว่าขาดทุนยับไปถึง $1.9 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นชั่วโมงละ $216,800 เหรียญ (บ้าบอมาก) และถ้าคำนวณจากจำนวนลูกค้า ก็พบว่าขาดทุนถึงหัวละ $5,400

ยิ่งโต ยิ่งเจ๊ง

ส่วนปีนี้คาดว่าน่าจะขาดทุนรวม $3 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากการเติบโตขึ้นทุกปี (เพราะไปเช่าตึกเขาเพิ่มทุกปี) ทำให้นักลงทุนใหญ่ๆ หันมาสนใจกันเยอะ โดยเฉพาะ Softbank ที่ลงไปแล้ว $10.65 พันล้านเหรียญ นับเป็นนักลงทุนที่ถือหุ้นเยอะสุดใน We Co. ถึง 29%

แน่นอนว่าลงทุนเยอะขนาดนั้น Valuation ก็ต้องสูงกว่านั้น ครั้งหนึ่ง WeWorkเคยมี Valuation สูงถึง 47 พันล้านเหรียญ

วันนี้มูลค่าร่วงลงไปต่ำกว่า 10 พันล้านเหรียญแล้ว และยังดูไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จะคงความเป็น Unicorn ได้ต่อมั้ยคงต้องรอดูกันต่อไป

สิทธิพลยังวิเคราะห์ปัญหาของ WeWorkต่ออีกว่า

CEO มีความโลภและ Sketchy สูงมาก ตัวธุรกิจเองก็มีปัญหาใหญ่อยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่มากอีกอย่างคือตัว (อดีต) CEO อย่าง Adam Neumann เองที่มีความไม่โปร่งใสสูงมาก ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อบริษัท

เอาอย่างเบสิกง่ายๆ เลย คือ เครื่องหมายการค้า We ที่ควรจะเป็น Asset ของบริษัทก็ดันไปจดในชื่อตัวเอง และบอกว่าถ้าบริษัทจะใช้ต้องจ่ายเงินให้ตัวเอง 5.9 ล้านเหรียญ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นักลงทุนไม่พอใจเป็นอย่างมาก สุดท้าย Neumann ก็คืนเงินไป แต่ความไว้ใจ เมื่อหายไปแล้วก็คงยากที่จะคืนกลับมา

Neumann ยังมีนิสัยการใช้เงินบริษัทที่น่าสงสัยอยู่อีกหลายอย่าง มีแนวโน้มที่ใช้เงินบริษัทอันไม่สมควร เช่น ซื้อ Private Jet หรือเอาเงินไปใช้เพื่อครอบครัว และก็มีปัญหาเรื่องการใช้ยาอีกด้วย

จากปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่อง สุดท้าย นักลงทุนรายใหญ่รวมถึง Softbank เลยบีบให้ Neumann ต้องลาออก ไม่อย่างงั้นจะไม่ลงทุนต่อ ล่าสุด ก็เลยลงจากตำแหน่งไปแล้ว แต่แน่นอนว่าหอบเงินไปด้วยจำนวนหนึ่งอย่างสวยๆ ไม่ผิดกฎหมายอะไรด้วย

และวันนี้ ต้องเลื่อน IPO ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

นาทีนี้ WeWorkอยู่ในสถานะ “วิกฤต” เรียบร้อย สิ่งที่ต้องทำอย่างหนักคือทำให้สถานะทางการเงินกลับมาดีให้ได้ ไม่อย่างนั้นป้ายหน้าไม่ใช่ IPO แต่เป็นการ “ล้มละลาย”

สิทธิพลยังสรุปไว้ว่า

WeWorkเป็น Case Study หนึ่งที่ทำให้เห็นว่า Startup ที่บ้าคลั่งกับคำว่า “Growth” แต่กลับไม่สนใจธุรกิจที่แท้จริง ถึงระหว่างทางจะสวยงามแค่ไหน แต่ตอนจบไม่เคยสวยสักราย

ความน่ากังวลสุดๆ ของ WeWorkที่ผ่านมาคือ “เห็นเงินนักลงทุนเป็นรายได้มาโดยตลอด” ปั้น Valuation ให้สูงให้ได้ Funding เยอะๆ แล้วเอาเข้ากระเป๋า ที่จะ IPO ก็เหมือนกัน เตรียมปั่นเงินเข้ากระเป๋าอีกนั่นแหละ แต่โดนคนจับได้ซะก่อน

WeWork จะส่งผลกระทบให้กับนักลงทุนในเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

เขาบอกว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ถ้ามองว่าธุรกิจแบบนี้คือการทำ Startup ถ้าเป็น VC มืออาชีพที่เน้นลงทุนธุรกิจ Startup ในไทยอยู่แล้วคิดว่าน่าจะไม่ส่งผลเยอะมากครับ เพราะที่ผ่านมาก็มีกรณีศึกษาให้เห็นในไทยเยอะอยู่พอสมควร ช่วงแรกๆ เจ็บกันมาเยอะ ทำให้ตอนนี้นักลงทุนมืออาชีพค่อนข้างคิดเยอะก่อนจะลง Startup สักตัวหนึ่งครับ เรื่องของ WeWorkก็เลยไม่ส่งผลกระทบต่อวงการในไทยเท่าไรนัก

แต่ถ้ามองว่ามันเป็นธุรกิจ Co-Working Space จริงๆ ถ้าให้ศึกษาดีๆ จะเห็นว่า WeWorkไม่ได้ทำ Co-Working Space เลยครับ (ตามที่โพสต์ไป) แต่ทำ Service Office แค่ขี่คำว่า Co-Working Space เพื่อขายนักลงทุนว่าตัวเองเป็น Tech Startup เลยปั่น Valuation ไปได้ถึง $47B แต่จริงๆ แล้วในเนื้องานไม่มีส่วนไหนเป็น Tech เลย

แถมในไทยก็ยังไม่ได้รู้จัก WeWorkในฐานะคนทำ Co-Working Space ด้วย จะมองเป็นที่เช่าออฟฟิศมากกว่า ดังนั้น คิดว่าน่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Co-Working Space น้อยมากๆ

“โดยรวมคิดว่าเคสของ WeWork จะส่งผลดีต่อวงการนักลงทุนในไทยครับ เพราะได้ Case Study ที่น่าสนใจเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงจนทำให้เกิดการเป๋ในวงการการลงทุน”

 ยังทิ้งท้ายไว้ว่า

ผมอยากเน้นว่า Case Study แบบนี้มีอยู่เยอะมากเลย แต่สุดท้ายพื้นฐานของการทำธุรกิจก็คือการทำธุรกิจอยู่ดี การหารายได้ การได้กำไรคือหัวใจเสมอ ถ้าใครจะทำ Startup ก็อยากให้โฟกัสเรื่องนี้มากกว่าเรื่องหาเงินทุนไปวันๆ ครับ เพราะขนาดคนได้เงินทุนเยอะขนาดนี้ยังเสี่ยงจะล้มละลายได้เลย”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer