ปัจจุบันเราอยู่ในยุค Disruptive World ขณะที่คุณอ่านบทความนี้มีคนจำนวนมากที่กำลังถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ในการทำงาน หลายๆ อาชีพจะหายไป คำถามคือ ในภาพรวมศักยภาพของคน การแข่งขันทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และบทบาทของประเทศในระดับโลก ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน มีความพร้อมต่อการแข่งขันในยุค Disruptive World นี้แล้วหรือยัง

แม้วันนี้หลายภาคส่วนกำลังเร่งขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบาย Thailand 4.0 แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ อาจทำให้แรงขับไม่เพียงพอ

ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน รวมกับองค์กรระดับประเทศ อย่าง AP Thailand, AIS และ KBank จับมือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สร้างศูนย์การทำวิจัยระดับโลก ที่เจาะลึกเต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ The Stanford Thailand Research Consortium เสริมแกร่ง 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคตของไทย

ขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัย

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (Southeast Asia Center) เล่าว่า The Stanford Thailand Research Consortium นี้เกิดจากความห่วงใย

“ถ้าเปรียบเทียบความยากลำบากที่ประเทศไทยเจอในอดีตคือสงครามโลก ปัจจุบันความยากลำบากที่เราเจอคือ ทั้งโลกกำลัง Transform ในวันนี้ถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่มีความพร้อม ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะอยู่ลำดับที่เท่าไรของโลกก็ไม่รู้ เราจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันระดับโลกได้อย่างไร”

“แม้จะมีหลายฝ่ายผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ SEAC ในฐานะองค์กรที่มุ่งให้คนไทยสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ และต้องการเสริมความพร้อมให้กับประเทศ พบว่าปัจจัยสำคัญสำหรับประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง อาทิ สหรัฐฯ จีน หรือเยอรมนี ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม GDP ระดับประเทศ คือการลงทุนกับ ‘การวิจัย’ (Research)”

แน่นอนว่า ประเทศไทยเองมีการศึกษาดูงานจากต่างประเทศและนำมาปรับใช้ รวมถึงการมีงานวิจัยของตัวเองในด้านต่างๆ แต่กลับเป็นการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง อาจไม่ส่งผลต่อการยกระดับประเทศในองค์รวมที่ชัดเจน

“การวิจัยมีหลายรูปแบบ แต่การวิจัยที่สามารถ Transform ได้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเราไม่สามารถนำงานวิจัยจากประเทศอื่นมาปรับใช้ได้ ประเทศไทยต้องมีงานวิจัยของตัวเอง เราได้ปรึกษากับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Research and Teaching University และมีความเห็นตรงกันว่า การสร้าง Consortium ที่มีศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากหลายๆ คณะ ผู้บริหารจากหลายๆ องค์กรมาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง โดยมีทิศทางเดียวกันคือการพาองค์กรและประเทศก้าวไปข้างหน้า ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการที่ทำการวิจัยให้แต่ละบริษัท นี่คือที่มาและความหมายของ The Stanford Thailand Research Consortium การทำวิจัยระดับโลก ที่มายกระดับศักยภาพคนไทยและขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทยผ่านองค์ความรู้ทั้ง 4 มิติ”

องค์ความรู้ทั้ง 4 มิติที่ว่านี้คือ การยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก นำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

อริญญาเล่าถึงความพิเศษของ The Stanford Thailand Research Consortium นี้ว่า เป็นครั้งแรกในการรวมตัวของศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยจากคณะต่างๆ  ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็น นำพาองค์กรหรือบริษัทที่เป็น Consortium Member มาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กัน ทำให้เกิดการต่อยอดที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

การทำงานของ The Stanford Thailand Research Consortium

องค์ประกอบที่เปรียบเสมือนเสาหลักทั้ง 3 ที่ทำให้ Consortium ขับเคลื่อนภารกิจไปด้วยประสิทธิภาพและความมั่นคงคือ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) สหรัฐอเมริกา ในนาม Stanford Center for Professional Development (SCPD), Consortium Member บริษัทหรือองค์กรชั้นนำระดับประเทศ และ SEAC

โดย SCPD เปรียบเสมือนหน่วยงานกลางของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่คอยประสานงานทุกๆ ด้านกับคณะสาขาวิชาต่างๆ คัดเลือกศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่สนใจและเหมาะสมมาทำงานร่วมกับองค์กรของไทย รวมถึงคอยให้รายละเอียดประเด็นเรื่องที่จะทำการวิจัย เพื่อให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน

ทางฝั่งของ SEAC มีหน้าที่หลัก คือ

1. คัดเลือกองค์กรที่จะเข้าร่วมใน Consortium โดยมีคุณลักษณะสำคัญอย่างการมี Passion เดียวกัน นั่นคือ ต้องการยกระดับความสามารถขององค์กรตัวเองไปพร้อมๆ กับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลักดันให้องค์กรและประเทศก้าวไปข้างหน้า

2. ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน Passion และบริบทของบริษัทลูกค้า ว่าต้องการสนับสนุนและผลักดันในเรื่องใด รวมถึงการยกระดับบริษัทของตัวเองเพื่อให้แข่งขันระดับโลกได้อย่างไร เพื่อสรุปและส่งโจทย์ไปยังมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเพื่อเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญที่สนใจในเรื่องเดียวกันนี้

3. ทำหน้าที่เป็น Project Manager ให้กับ Consortium Member ประสานงานระหว่างลูกค้ากับลูกค้า และลูกค้ากับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อให้ทุกกระบวนการทำงานราบรื่นและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่ Consortium Member หรือพาร์ตเนอร์องค์กรอย่าง AP Thailand, AIS และ KBank เอง ก็ต้องทำความเข้าใจบริบทของการทำวิจัย ที่เป็นการทำงานแบบระยะยาว ในเรื่องการใช้เวลา กำลังคน และการลงทุน ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำวิจัยนั้นๆ

ประเทศไทยได้อะไรจาก The Stanford Thailand Research Consortium

แม้เป้าหมายหลักของการร่วมสร้าง The Stanford Thailand Research Consortium แห่งนี้จะชัดเจนอยู่แล้ว แต่เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนอริญญาอธิบายเพิ่มเติมว่า

“อย่างแรกบริษัทที่เข้าร่วมใน Consortium ที่มีศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆ ในระดับโลก ได้คำตอบที่ไม่ต้องไปค้นหาในตำราหรือดูจากงานวิจัยของต่างประเทศแล้วนำมาปรับใช้ แต่ได้คำตอบที่เหมาะสมกับการพัฒนาบริษัทตัวเอง และสามารถเป็นต้นแบบให้กับบริษัทอื่นๆ เมื่อบริษัทแข็งแกร่ง การเติบโต การขยายธุรกิจและกำลังแรงงานก็ตามมา นั่นคือการสร้างอาชีพ สร้างงาน จากบริษัทที่ดีให้กับคนไทย มีผลิตภัณฑ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคคนไทย และท้ายที่สุด บริษัทหรือองค์กรเหล่านั้นจะเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวนำประเทศอื่นๆ”

“สิ่งสำคัญคือบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อองค์กรตัวเองเท่านั้น แต่ได้ต่อยอดองค์ความรู้โดยจับมือกับองค์กรพันธมิตรต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และกลายเป็นการพัฒนาในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น”

“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับประเทศให้เป็น Thailand 4.0 อย่างแท้จริง”



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer