ก้าวต่อไปของ “CRG” คือการเป็น King Of Restaurant

CRG บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น King of Restaurant ตั้งเป้า 5 ปีมีรายได้ทะลุ 22,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายสาขารวม 70 สาขาในปีนี้ รวมไปถึงการขยายออกไปทำตลาดในประเทศเวียดนาม

ณัฐ วงศ์พานิช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า “ในปี 2560 ที่ผ่านมา CRG มีผลประกอบการ 10,987 ล้านบาท โดยมีผลกำไรรวมทุกแบรนด์เติบโตมากกว่า 15% และสำหรับในปี 2561 นี้ CRG ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2561 มากกว่า 12,000 ล้านบาทหรือเติบโตมากกว่า 11% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งจากผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตของยอดขายแล้ว บริษัทยังมีอัตราเติบโตของผลกำไรเป็นที่น่าพอใจทุกแบรนด์และหลายแบรนด์ก็มีอัตราการเติบโตของผลกำไรอยู่ในอัตราสูงมาก เช่น มิสเตอร์โดนัท มีอัตราเติบโต 17% ชาบูตง เติบโต 332% โอโตยะ เติบโต 267% เทนยะ เติบโต 368% คัตสึยะ เติบโต 259% โยชิโนยะ เติบโต 129%”

ตั้งเป้า 5 ปี รายได้ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท

ปัจจุบันตลาดธุรกิจร้านอาหารที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่องและมีเม็ดเงินมากกว่า 400,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นตลาดเซกเมนต์ร้านอาหารเครือข่ายหรือ “ฟู้ดเชน” สูงถึง 140,000 ล้านบาท ซึ่ง CRG มี Market Share ในตลาดฟู้ดเชนประมาณ 8% ขณะเดียวกัน CRG ได้ตั้งเป้า Market Share ในตลาดฟู้ดเชนอีก 5 ปี ไว้ที่ 15% หรือ 22,000 ล้านบาท และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า CRG ได้อัดงบในปี 2561 ไว้ที่ 2,000-2,200 ล้านบาท แบ่งเป็น ขยายสาขา 500 ล้านบาท, Marketing 500 ล้านบาท, Systems และ IT 200 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ใช้ (ปกติใช้ประมาณ 50 ล้านบาท) และที่เหลือจะเป็น JV ที่มีการใช้งบไม่แน่นอนและการไปทำตลาดในเวียดนาม

เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ CRG ได้วางแผนเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ ในประเทศ ทั้งการซื้อแบรนด์ธุรกิจ ซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์และร่วมทุน รวมทั้งการสร้างคอนเซ็ปท์แนวใหม่ อย่าง Japanese Food Heaven ที่จะเปิดให้บริการสาขาแรกที่เทสโก้ โลตัส บางใหญ่ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 โดยจะเป็นการรวมกันของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ CRG ถือครอง อย่าง ชาบูตง,โอโตยะ, เทนยะ, คัตสึยะ และโยชิโนยะ โดยนำทั้งหมดมาเปิดภายใต้พื้นที่เดียวกันโดยใช้ชื่อ Japanese Food Heave เพื่อสร้างประสบกาณ์รรูปแบบใหม่บนพื้นที่ 300 ตารางเมตรให้ลูกค้าได้สั่งอาหารญี่ปุ่นทานได้หลากหลายแบรนด์โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนร้าน นอกจากนี้ CRG เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยหรือกลุ่มเอสเอ็มอีเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรทำธุรกิจ เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

ต่างประเทศต้อง “เวียดนาม”

CRG ได้แผนรุกขยายธุรกิจไปในตลาดต่างประเทศโดยปีนี้นำร่องโฟกัสตลาดอาเซียน เริ่มที่ประเทศเวียดนามเป็นอันดับแรก เนื่องจากกลุ่มเซ็นทรัลมีฐานธุรกิจห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า ทั้งห้างบิ๊กซี โรบินส์ที่สามารถรุกตลาดได้ทันที ขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก มีจำนวนประชากร 93 ล้านคน มากกว่าประเทศไทยและมีศักยภาพด้านกำลังซื้อสูง แม้ธุรกิจโมเดิร์นเทรดและธุรกิจอาหารยังมีขนาดไม่ใหญ่เท่าประเทศไทยแต่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกหลายเท่า ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีมากในเวลานี้

ปัจจุบันเวียดนามมีจำนวนร้านอาหารประมาณ 2,200 ร้าน มีอัตราการเติบโต 10.1% แต่มีจำนวนประชากรมากถึง 93 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นโอกาที่ดีที่ทาง CRG จะเข้าไปลงทุน โดยเริ่มแรกจะนำอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างอาหารไทยเข้าไปเปิดซึ่ง CRG จะเข้าไปลงทุนเอง และถัดมาถ้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี CRG จะหา JV ภายในเวียดนามเพื่อขยายธุรกิจออกไปอีก

 

เดินหน้าสู่การเป็น King Of Restaurant

ประเทศไทยมีประชากร 68 ล้านคน มีร้านอาหารประมาณ 23,000 ร้าน มีอัตราการเติบโต 3.6% ต่อปี โดยเบอร์ 1 ในตลาดฟู้ดเชนที่มีมูลค่า 140,000 ล้านบาท ได้แก่ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป รองลงมา คือ MK และ CRG ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็น King Of Restaurant “CRG”  วางแผนไว้เริ่มต้นจากการพัฒนาระบบและ New DNA เพื่อรองรับการเติบโต โดยจะพัฒนา Central Kitchen เพื่อควบคุมต้นทุนและคุณภาพของอาหารเปลี่ยน POS System เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการได้ดียิ่งขึ้นและใช้ Business Intelligent (Information System) ในการจัดกลุ่มข้อมูลที่ซีอาร์จีมีอยู่ เพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลให้สามารถนำมาใช้งานได้มากขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองธุรกิจในทุกระดับ รวมทั้งสร้าง New DNA พนักงานยุค 4.0 ที่กล้าคิดกล้าตัดสินใจ ยอมเสี่ยงเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ไม่เห็นความผิดพลาดเป็นเรื่องใหญ่

ขณะเดียวกันการพัฒนาแบรนด์ต่าง ๆ ยังคงเป็นเรื่องสำคัญในการก้าวเป็น King Of Restaurant โดยจะมีการทำ New KFC Store Format รูปแบบร้านใหม่ของ KFC เพื่อความสะดวกที่มากขึ้น ส่วนมิสเตอร์โดนัทจะเปิดตัวร้านคอนเซ็ปท์ใหม่ Mister Donut Café/Donut & More เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทั้งรูปโฉมร้านและเพิ่มลูกเล่นเมนูต่างๆ นอกจากเมนูโดนัทรสชาติต่างๆ ที่มัดใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน จะเพิ่มเครื่องดื่มกาแฟสด เพิ่มเมนูโวนัท (Wonut) แป้งโดนัทในรูปแบบวาฟเฟิล อบร้อน พร้อมท็อปปิ้งหลากหลาย รวมถึงมีการขยายสาขาในหลากหลายพื้นที่มากขึ้น ทั้งในศูนย์การค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงพื้นที่อื่นๆ นอกศูนย์การค้า อาทิ โรงพยาบาล, อาคารสำนักงาน, ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ

โดยอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ CRG เป็น King Of Restaurant นั้นคือการขยายสาขา ปัจจุบัน CRG ขยายสาขาต่าง ๆ ไปตาม Mall และ Hypermarket ทั่วไทย มากถึง 902 สาขา ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ทำให้ลูกค้าเข้าถึงร้านอาหารต่างๆของ CRG ได้ง่ายและสกดวกมากขึ้น โดยปัจจุบันสามารถแบ่งจำนวนร้านอาหารได้ดังนี้ Mall 206 ร้าน, Community Mall 231 ร้าน, Hyper, 339 ร้าน, โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (มากกว่า 90 เตียง) 169 ร้าน, ออฟฟิตขนาดใหญ่ 64 ร้าน และอื่น ๆ

ด้านแผนการขยายสาขาในปีนี้ KFC ปัจจุบันมี 234 สาขา ปีนี้เปิดเพิ่ม 34 สาขา, มิสเตอร์โดนัท ปัจจุบัน 340 สาขา เปิดเพิ่ม 34 สาขา, Auntie Anne’s 150 สาขา เปิดเพิ่ม 15 สาขา และ เปปเปอร์ ลันช์ มีแผนเปิดเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน

Online & Delivery อีกก้าวที่สำคัญของ CRG

และอีกหนึ่งก้าวที่จะทำให้ CRG เป็น King Of Restaurant นั้นคือ ช่องทาง Online โดยปัจจุบัน CRG มีรายได้ในส่วนนี้ที่ 5% โดยในอีก 5 ปีตั้งเป้าเป็น 10% จากยอดขาย 22,000 ล้านบาท โดยจะมีการพัฒนาช่องทางทั้งใน Website และ Mobile App ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและสั่งได้ง่าย โดยจะนำร้านค้าทั้งหมดภายใต้การถือครองของ CRG ใส่ลงไป (ยกเว้น ไอศกรีม) ไม่ว่าจะเป็น KFC, มิสเตอร์โดนัท และร้านอาหารญี่ปุ่นต่างๆ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น ซึ่งจะเริ่มเห็นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ด้านช่องทางดีลิเวอรี่ CRG จะมีการเพิ่มพันธมิตรที่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น Food Panda, Line Man, UBER EAT, Grab Food เป็นต้น  เนื่องจากภาพรวมธุรกิจดีลิเวอรี่เติบโตสูง 12-15% และเป็นเทรนด์การใช้บริการของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาออกมาทานอาหารนอกบ้าน