ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้พฤติกรรมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป บางอย่างบางพฤติกกรรมก็อาจจะกลายเป็น New Normal ในอนาคต

และในช่วงที่อยู่บ้าน ทำงานแบบ WORK FROM HOME หนึ่งในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป “ผู้คนดูทีวีมากขึ้น”

โดยข้อมูลจากนีลเส็นพบว่า คนไทยดูทีวี  จาก 4.03 ชั่วโมงต่อวัน ในต้นเดือนมีนาคม 2563 เป็น 4.31 ชั่วโมงต่อวันในปลายเดือนมีนาคม 2563 รวมทั้งเรติ้งทีวีในช่วงไพรม์ไทม์ยังมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมา 26% เพิ่มเป็น 29%

อ่าน : คนไทยบริโภคสื่อเปลี่ยนไปอย่างไรในสถานการณ์โควิด-19

ขณะเดียวกันเมื่อมองดูเม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาเติบโต 1% โดยมาจากการเติบโตของสื่อทีวี และสื่ออนไลน์ แม้ในเดือนมี.ค. อุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะลดลง 5% จากโควิด-19 ก็ตาม

 

สื่อทีวีมีการเติบโต 2% มีสัดส่วนการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 58%

สื่อออนไลน์เป็นสื่อที่มีการใช้เม็ดเงินเป็นอันดับสองรองจากทีวี เติบโต 23%

 

อ่าน : Q1/2563 โฆษณาไทยเติบโต 1%

แล้วเมื่อคนดูทีวีเยอะขึ้น นานขึ้น บวกกับภาพรวมโฆษณาทีวีที่เติบโตขึ้นในไตรมาสแรกนี้ บรรดายักษ์ธุรกิจสื่อมีผลการดำเนินงานกันอย่างไร

Marketeer ขอยกมา 6 บริษัทคือ บีอีซี เวิลด์ (ช่อง 3),แกรมมี่ (ช่องแกรมมี่ และช่องวัน),โมโน เทคโนโลยี (ช่องโมโน),เนชั่น บรอดแคสติ้ง (ช่องเนชั่น),อาร์เอส (ช่อง 8) และเวิร์คพอยท์ (ช่องเวิร์คพอยท์)

ในจำนวนนี้มี 3 เจ้าที่น่าสนใจคือยังมีกำไรอยู่คือ “แกรมมี่-อาร์เอส-เวิร์คพอยท์” ซึ่งสิ่งที่เหมือนกันของทั้งสามเจ้าคือ นอกจากจะมีธุรกิจสื่อแล้ว ยังมีธุรกิจโฮมช้อปปิ้งเป็นอีกสาขาธุรกิจเหมือนกัน

แล้วทั้ง”แกรมมี่-อาร์เอส-เวิร์คพอยท์”  มีรายได้ตรงไหนเพิ่มขึ้น-ลดบ้างมาดูกัน

แกรมมี่ มีรายได้รวม 1,309 ล้านบาท ลดลง 27.8%  มีธุรกิจเพลงเป็นรายได้หลักซึ่งได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะรายได้จากการบริหารศิลปินและธุรกิจโชว์บิซลดลง นักแสดง ศิลปินไม่สามารถออกอีเวนท์ กิจกรรมต่างๆ ถูกเลื่อนออกไป

แต่ขณะเดียวกันรายได้จากธุรกิจดิจิทัลมิวสิคและธุรกิจการจัดเก็บลิขสิทธิ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจเพลงมีรายได้รวมที่ 699 ล้านบาท (54% ของรายได้รวม)

ส่วนธุรกิจที่มีรายได้เพิ่มขึ้นของกลุ่มแกรมมี่คือ ธุรกิจกล่องรับสัญญาณทีวีมีรายได้ 74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.7% รวมทั้งทีวีดิจิทัลทั้งสองช่องอย่างช่องแกรมมี่25  และช่องวัน31 ได้กระแสดีจากละครที่ถูกจริตผู้บริโภคทำให้ธุรกิจร่วมลงทุนนี้มีกำไรในไตรมาสนี้

ทั้งนี้แกรมมี่มีกำไร 40.96  ล้านบาท

อาร์เอส เป็นเจ้าเดียวที่รายได้เพิ่มขึ้น และกำไรเพิ่มขึ้นโดยมีรายได้อยู่ที่ 984.6 ล้านบาท ธุรกิจพาณิชน์โฮมช้อปปิ้งที่เป็นรายได้หลักไตรมาสนี้ลดลงอยู่ที่ 500 ล้านบาท แม้เทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์จะเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยเหตุผลคือ การตัดสินใจของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติชะลอตัวลง และใช้เวลานานมากกว่าแต่ก่อน

ส่วนที่น่าสนใจคือรายได้จากธุรกิจสื่อที่เพิ่มขึ้นถึง 31% มีรายได้ที่ 375.9 ล้านบาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนหนึ่งมากการเม็ดเงินด้านโฆษณาบนหน้าจอทีวี และบนแพลต์ฟอร์มจากการที่ปรับปรุง พัฒนาคอนเทนต์ให้เกิดประโชชน์ ใช้ทรัพยากรความแข็งแกร่งของแบรนด์อาร์เอสให้เกิดประโยชน์

เรตติ้งของช่อง 8ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ในกลุ่มอายุ 15+ และ18 ชั่วโมงอยู่ที่ 4.2% และ 4.6%  เทียบกับเดือนธันวาคมปีก่อนหน้าอยู่ที่ 3.8%

ทั้งนี้อาร์เอสมีกำไรไตรมาสแรกนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 70% อยู่ที่ 186.5  ล้านบาท

เวิร์คพอยท์ มีรายได้รวมอยู่ที่ 605.08 ล้านบาท รายได้ธุรกิจรายการโทรทัศน์ ลดลงจากรายได้ของช่องเวิร์คพอยท์เป็นหลัก โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมซึ่งนับว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของการใช้สื่อโฆษณา แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รายได้จากเม็ดเงินโฆษณาลดลง

สิ่งที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นคือ กลุ่มการขายสินค้าและบริการในช่องทางออนไลน์ ในประเภทสินค้าสุขภาพและความงาม ส่งผลให้ไตรมาสแรกเวิร์คพอยท์มีกำไรเพียง 46.30 ล้านบาท

ส่วนที่วิกฤตหนักสุดต้องยกให้บีอีซี เวิลด์ และโมโนขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer