เงินดิจิทัล มาแน่ แต่ Libra จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ? (วิเคราะห์)
การกลับมาของ LIBRA ที่ร่วมมือกับทางรัฐบาลมากขึ้น
ผ่านมาประมาณเกือบปีกับการเปิดตัวโครงการ Libra ที่ Facebook เป็นผู้ผลักดัน ซึ่งช่วงแรกดูเหมือนจะได้รับความนิยมและมีพันธมิตรเข้าร่วมมากมาย ทั้ง Visa, Master Card หรือ Paypal โดยมีภารกิจที่จะเป็น “สกุลเงินของโลก” ซึ่งบริหารงานโดยองค์กรอิสระที่ชื่อ “Libra Association” แต่จากช่วงที่ผ่านมาโครงการ Libra เผชิญปัญหาในหลายด้านจากหน่วยงานภาครัฐในสหรัฐฯ เองหรือการถอนตัวของพันธมิตรเอกชนต่าง ๆ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการ Libra ไม่สำเร็จลุล่วงอย่างที่วางแผนไว้ ไม่ใช่อุปสรรคด้านเทคโนโลยี ความน่าเชื่อถือ แต่มันคือการที่สกุลเงิน Libra จะทำให้อำนาจรัฐ และธนาคารกลางถูกลดบทบาทลง รวมถึงความน่าเชื่อถือของเอกชนในการสร้างเงิน Digital เพื่อเป็นตัวกลางของเงินให้มีความเป็นกลางมากที่สุด
แม้ Libra จะบอกว่าตัวเองเป็น Stable Coin ที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลังเป็นเงินของสกุลประเทศนั้นก็ตาม แต่ลองคิดภาพว่าแต่ละประเทศอนุญาตและใช้เงินสกุล Libra จริง แสดงว่าต้องมีการพึ่งพิงระบบของ Libra เสมือนเป็นการยืมจมูกคนอื่นหายใจ และหมายความว่านอกจากรัฐบาลแล้ว Libra ก็จะรู้ถึงข้อมูลการใช้-จ่ายเงินของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบัน Customer Data เป็นข้อมูลที่มีค่ากับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นอย่างมาก
แต่ Libra ก็กลับมาในชื่อ Libra 2.0 ที่มีการประนีประนอมกับทางฝั่งรัฐบาลและธนาคารกลางมากขึ้น โดย Libra Coin แบบที่ให้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้ามาสร้างเงินสกุลดิจิทัลเองได้ โดยเริ่มแรกมี 4 สกุลเงินคือ USD, EUR, GBP และ SGD โดยต้องมีเงินสำรองในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 โดยเก็บไว้ในบัญชีธนาคารของ Libra และมีการปรับปรุงระดับความปลอดภัย และกฎเกณฑ์อื่นเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน ที่จะไม่ถูกนำไปหาประโยชน์เรื่องอื่น ๆ

หันกลับมาดูทางเอเชียกันบ้าง
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ออกข่าวความคืบหน้าในการใช้เงิน Digital Yuan หรือ Digital Currency Electronic Payment (DC/EP) โดยเป็นการเริ่มทดลองใน 4 เมือง ได้แก่ เซินเจิ้น ซูโจว เฉิงตู และสงอัน โดยมีการร่วมมือกับร้านค้าอย่าง Starbucks และ McDonald’s โดย Digital Yuan จีนนั้นจะสามารถใช้กับ App ของตนเองหรือใช้ร่วมกับระบบ Wepay, Alipay ก็ได้
แน่นอนครับว่า ประเทศจีนที่ยังคงมีการ Block Facebook และยิ่งในช่วงปัจจุบันเริ่มมีประเด็นสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐฯ-จีน ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปลายปีนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่มีทางที่จะเข้าร่วมและใช้เงินสกุล Libra อย่างแน่นอน
สำหรับประเทศไทยเองนั้นคุ้นชินกับ Digital Money มาสักพักแล้ว เช่น Rabbit Line pay หรือ True wallet ที่ใช้แค่ในระบบปิดของตนเองอย่างซื้อของใน 7-11 หรือชำระค่าโดยสาร แต่ก็ยังต้องทำการชำระเงินบาทเข้ามาในระบบก่อน และยังไม่สามารถนำไปชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีการพัฒนา “โครงการอินทนนท์” ที่เป็นเงินสกุลดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ที่นำเทคโนโลยี Distributed Ledger Technology (DLT) หรือระบบ Blockchain มาประยุกต์ใช้ โดยความคืบหน้าล่าสุดผลการทดสอบโครงการอินทนนท์ระยะที่ 3 สามารถโอนเงินข้ามประเทศระหว่างธนาคารสมาชิกได้แบบ Real-time โดยได้ทดสอบกับธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และสำเร็จไปได้ด้วยดี
โดยข้อดีของ Digital Currency ของธนาคารกลางเองนั้น นอกจากจะทำให้ต้นทุนของการเพิ่มเงินในระบบลดลงแล้ว ยังสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน ในระบบได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการดำเนินการชำระเงิน Settlement ก็จะรวดเร็วขึ้นเป็นการประหยัดต้นทุนทั้งด้านเวลา และค่าใช้จ่ายให้กับระบบการเงินของประเทศ

เงินดิจิทัล Digital Currency นั้นมาแน่ แต่ LIBRA จะประสบความสำเร็จหรือไม่?
การเข้ามาของ Digital Currency คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยธุรกิจแบบเดิมอย่าง ร้านแลกเงินต่าง ๆ ก็อาจจะมีบทบาทน้อยลงไปบ้าง เพราะปัจจุบันการชำระเงินสกุลต่างประเทศ หรือการพกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ สามารถชำระผ่านช่องทางที่ไม่ใช่เงินสด เช่น Credit Card, Paypal หรือบัตรเดบิตท่องเที่ยว
และในอนาคตเมื่อ Digital Currency สามารถใช้ได้อย่างเป็นทางการ การโอนเงินชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศสำหรับภาคธุรกิจก็จะรวดเร็ว ถูกต้อง และมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง
จะเห็นได้ว่าธนาคารกลางในแต่ละประเทศนั้นได้มีโครงการพัฒนา Digital Currency เป็นของตนเองขึ้นมา แม้จะมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันบ้าง เช่น ประเทศจีนที่กล่าวว่าไม่ได้ใช้เทคโนโลยี Blockchain ต่างกับประเทศไทยเรา แต่ก็ทำให้โครงการ Libra นั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่วางแผนไว้น้อยลง
โดยสื่อชื่อดังอย่าง Financial Times ได้เรียกว่าเป็นแค่ PayPal อันใหม่เท่านั้นเอง หมายความว่า Libra ก็จะเป็นแค่ระบบการชำระเงินออนไลน์ หรืออย่างมากก็เป็นเพียง E-wallet หรือ Digital Money อีกประเภทเท่านั้น ซึ่งเราก็คงต้องรอจับตาดูและปัจจัยที่สำคัญคือจะมีธนาคารกลางประเทศใดที่จะให้ Libra เป็น Digital Currency แทนที่จะพัฒนาเอง
บทความโดย: ศรชัย สุเนต์ตา กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Officer บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
