อัศวิน เตชะเจริญวิกุล แม่ทัพปิ๊กซี วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลังโควิด พร้อมเผยเกมรุกบิ๊กซีปี 2564

เปิดไตรมาส 3 มาผมคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะไปได้ แต่เดือนสิงหา-กันยา ก็จะเห็นว่าตัวเลขจริง ๆ ไม่ได้ขยับ เดือนตุลาที่คาดหวังว่าจะกลับมาคึกคักก็กลับไม่ใช่”

มันไม่ใช่ 3 เดือน ก็จะสิ้นปี ปีหน้าน่าจะดีขึ้นอย่างที่หลายคนคิด แต่มันคือเรื่องของอีก 3 ปี ที่ธุรกิจต้องวิ่งมาราธอนกันต่อไป

และนั่นคือที่มาของเบื้องหลังวิธีคิดแคมเปญใหญ่ที่สุดแห่งปี “ถูกจริง ประหยัดจริงที่บิ๊กซี” ของ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล แม่ทัพใหญ่ของบิ๊กซี ธุรกิจหลักของ บีเจซี (บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ต้องยอมขาดทุนกำไร จัดแคมเปญลากยาวข้ามปีเพื่อดึงเงินสดเข้ามาให้ได้มากที่สุด

อัศวิน คือนักธุรกิจหนุ่ม วัย 44 ปี ที่กำลังบริหารอาณาจักรธุรกิจแสนล้านที่น่าจับตามากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย

ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรก ๆ ของสังคมไทยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนใน 2 สถานะ คือ

1. เป็นหนุ่มน้อยหน้าหยก ที่มีบุคลิกสุภาพ อ่อนน้อม สามีของฐาปณี ลูกสาวคนสุดท้องของ  “เจ้าสัวเจริญ” กับ “คุณหญิงวรรณา”

2. เป็นเขยคนเล็กที่พ่อตามอบหมายให้ดูแลธุรกิจของ “เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” หรือ บีเจซี ที่มีสินทรัพย์รวมกว่า 3 แสนล้านบาท 

และวันนี้เขากำลังมีบทบาทสำคัญในการนำพาธุรกิจของตระกูลเข้าไปเป็นบริษัทชั้นนำในอาเซียน 

เป็นอีกกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่นอกเหนือไปจากอสังหาริมทรัพย์จำนวนมหาศาลทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ที่ “วัลลภา” ลูกสาว และ “ปณต” ลูกชาย เป็นผู้ดูแล

ขึ้นชื่อว่าลูกเขยเจ้าสัวเจริญดีกรีการศึกษาต้องไม่ธรรมดา อัศวินจบปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท: บริหารธุรกิจ สถาบันเอ็มไอที (MIT) สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท: รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา

ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปี 2559 เมื่อเป็นผู้นำทัพสร้างดีลประวัติศาสตร์เข้าซื้อกิจการของ “บิ๊กซี” ที่มีมูลค่าถึง 1.2 แสนล้านบาท 

ทำให้กลุ่มบีเจซีที่มีรายได้ในปี 2558 จำนวน 42,893 ล้านบาท กำไร 2,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 174,037 ล้านบาท กำไร 7,278 ล้านบาท ในปี2562 ที่ผ่านมา

รายได้ของบิ๊กซี คือ 70% ของยอดขายรวมทั้งกลุ่ม และมีกำไรถึง 64% ของทั้งหมด

ณ สิ้นเดือนกันยายนจำนวนสาขาของบิ๊กซีทุกแพลตฟอร์มอยู่ที่ 1,371 สาขา เป็นรูปแบบมินิ บิ๊กซี 1,157 สาขา

แล้วบิ๊กซี หัวใจของบีเจซี ถูกวางแผนไปต่ออย่างไร   

1. ยอมขาดทุนกำไร จัดแคมเปญ ตรึงราคาสินค้ายาวข้ามปี (25 ก.ย. 63-3 ม.ค. 64) เพื่อช่วยลูกค้าและร้านค้าที่เข้ามาเช่าพื้นที่ให้รอดพ้นวิกฤตช่วงนี้ให้ได้ “ลูกค้ารอด เรารอด” และเพื่อให้มีเม็ดเงินสดไหลเข้าบริษัทอย่างต่อเนื่อง  

2. รูปแบบของบิ๊กซีต้องเปลี่ยนไป จะต้องมีบริการอาหารหลากหลายแบรนด์มากขึ้น เช่น สุกี้ ก๋วยเตี๋ยวเรือ อาหารเกาหลี ถ้าดึงเชนใหญ่เข้ามาไม่ได้ก็จะมีการพัฒนาร้านของพาร์ตเนอร์ขึ้นมาแทน

3. มีสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เพื่อแย่งเวลาให้ลูกค้าเข้ามาใช้เวลาและใช้เงินในบิ๊กซีให้มากที่สุด  

4. ยังไม่หยุดการลงทุนโดยที่ทั้งกลุ่มวางเม็ดเงินไว้ประมาณ 7,000 ล้านบาท เฉพาะบิ๊กซีจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท และจะเน้นการลงทุนในรูปแบบของ มินิบิ๊กซี มากขึ้น โดยเฉพาะในย่าน EEC  

5. ยังบุกอาเซียนต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมินิบิ๊กซีที่ลาว 45 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในเวียงจันทน์ ในกัมพูชามีการขยายสาขาขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วนในเวียดนามเน้นการลงทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ เพราะขนาดเล็กจะไม่คุ้มค่าเช่าที่ซึ่งแพงมาก  

6. ลงทุนในเรื่องเอไอ เรื่องแมชชีนเลิร์นนิ่ง และร่วมมือกับนีลเส็นเพื่อดึงดาต้าต่าง ๆ มาวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ถูกต้องมากขึ้น รวมทั้งความแม่นยำการวางแผนการขาย หรือการเตรียมสินค้า

ส่วนธุรกิจอื่น ๆ ใน บีเจซี นั้น เขามั่นใจว่าธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเรื่องสิ่งจำเป็นในชีวิต เช่น ขวดแก้ว บรรจุภัณฑ์ สบู่ แอลกอฮอล์ ยารักษาโรค ดังนั้น ไม่ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรธุรกิจของบีเจซีก็ยังไปได้

แต่สิ่งที่ควรจับตาและระวังไว้คือ ถ้ามีผลกระทบกับจีนแล้วจีนเปลี่ยนไปจะเกิดอะไรขึ้น เป็นเรื่องที่คาดเดายากมาก  

ดังนั้น ต้องคอยตามสถานการณ์ต่าง ๆ ของจีนว่าไปในทางไหน อะไรที่เกิดในจีนกระทบกับประเทศเราอยู่แล้วเพราะอยู่ใกล้กัน อย่างน้อยกำลังซื้อที่เข้ามาในประเทศไทยก็จะไม่เหมือนเดิม  

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน